แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความคิด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความคิด แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2558

หายนะของความคิดเชิงลบ และพลังแห่งศรัทธา

 

    จิตใต้สำนึกของเราไม่แยกแยะระหว่างความคิดที่สร้างสรรค์และทำลายล้าง มันจะทำงานตามสิ่งที่เราใส่ให้มัน ซึ่งก็คือความคิดนั่นเอง จิตใต้สำนึกจะแปรเปลี่ยนความคิดที่เจือปนด้วยความกลัวไปสู่ความเป็นจริง และจะแปรเปลี่ยนความคิดที่แฝงไว้ด้วยกล้าหาญหรือศรัทธาไปสู่ความเป็นจริงด้วยเช่นกัน เหมือนกระแสไฟฟ้าที่เดินเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม ถ้าเราใช้อย่างถูกวิธีก็จะมีประโยชน์  แต่ถ้าใช้ผิดวิธี เครื่องจักรอาจพังพินาศ เช่นเดียวกันกับกฎแห่งการเสนอแนะตัวเอง ซึ่งจะนำสันติสุขและความมั่งคั่งร่ำรวยมาให้คุณ หรือนำคุณไปสู่ความล้มเหลว สิ้นหวัง และหมดสิ้นทุกอย่างก็ได้ ทั้งหมดนี้ขึ้นกับความรู้ ความเข้าใจ และการรู้จักนำมันไปใช้

    ถ้าจิตใจของคุณเต็มไปด้วยความคาดหวัง สงสัยและไม่เชื่อมั่นในความสามารถของตัวเองในการนำเอาพลังงานอัจฉริยภาพแห่งจักรวาลมาใช้  คุณก็จะไม่สามารถใช้พลังงานนั้นได้  กฎของการเสนอแนะตัวเองจะนำพาความไม่เชื่อและความสงสัยให้จิตใต้สำนึกแปรเปลี่ยนมันให้กลายเป็นจริง เหมือนกระแสลมที่พัดพาเรือลำหนึ่งไปทางตะวันออก แต่พัดพาเรืออีกลำไปตะวันตก

     กฎแห่งการเสนอแนะตัวเองนั้นจะยกระดับคุณขึ้นหรือลงก็ได้ ซึ่งเป็นไปตามวิถีความคิดของคุณเอง
กฎแห่งการเสนอแนะตัวเอง ทำให้บางคนยกระดับตัวเองไปสู่ความสำเร็จได้

เหมือนอย่างที่บทกวีนี้ได้พรรณนาไว้ โปรดสังเกตการใช้ถ้อยคำแล้วคุณจะเข้าใจความหมายลึกซึ้ง

ถ้าคุณ คิด ว่าคุณล้มเหลว คุณก็จะเป็นตามนั้น
ถ้าคุณ คิด ว่าคุณไม่กล้า คุณก็จะไม่กล้า
ถ้าคุณอยากจะชนะ แต่กลับ คิด ว่าตัวเองไม่สามารถชนะได้
ก็ค่อนข้างแน่นอนว่าคุณจะไม่ชนะ
ถ้าคุณ คิด  ว่าคุณจะพ่ายแพ้ คุณก็แพ้
เหนือสิ่งอื่นใดที่เราค้นพบ
ความสำเร็จเริ่มต้นจากความตั้งใจ
และทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ ในใจของเรานี่เอง
ถ้าคุณ คิด ว่าตัวเองเหนือชั้น คุณก็เป็นเช่นนั้น
คุณต้อง คิด ให้ไกลและไปให้ถึง
คุณต้อง มั่นใจในตัวเอง ก่อน จึงจะได้รับรางวัลแห่งความสำเร็จ
สงครามชีวิตไม่ได้มุ่งสู่ผู้ที่เข้มแข็งกว่า และรวดเร็วกว่าเสมอไป
เพราะไม่ช้าก็เร็วผู้ชนะที่แท้จริงก็คือ คนที่ คิด ว่าเขาทำได้ 

     ถ้าคุณปรารถนาพลังแห่งศรัทธานี้ จงเรียนรู้จากผู้ที่เปี่ยมด้วยศรัทธาและประสบความสำเร็จ  พื้นฐานของคริสเตียนคือความเชื่อ อาจมีผู้คนมากมายเข้าใจพลังอันยิ่งใหญ่ผิดไป  แต่มหัศจรรย์แห่งคำสั่งสอนและความสำเร็จของพระคริสต์นั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่าศรัทธา

     ถ้ามีปรากฏการณ์แห่งความอัศจรรย์แก่จิตใจก็ล้วนแล้วแต่เกิดจากศรัทธาทั้งสิ้น  มหาตมะคานธี ของอินเดีย  เป็นหนึ่งในตัวอย่างอันน่าอัศจรรย์ของศรัทธาคานธีใช้พลังอำนาจได้มากกว่าผู้ใดในยุคสมัยเดียวกัน และเขามีพลังอำนาจ ทั้งๆที่เขาไม่มีเครื่องมือแห่งอำนาจเหมือนคนทั่วๆไป เช่น เงินทอง อาวุธ
กำลังทหารและยุทธปัจจัย คานธีไม่มีเงิน ไม่มีแม้กระทั่งเสื้อผ้าที่จะสวมใส่ แต่เขามีพลัง

      พลังอำนาจของเขามาจากไหนกัน? เขาสรรค์สร้างมันมาจากความเข้าใจในหลักการแห่งศรัทธา และผ่านศักยภาพของเขาในการที่จะปลูกฝังศรัทธานั้นเข้าไปในจิตใจและผู้คนสองร้อยล้านคน  คานธีสร้างศรัทธาที่น่าอัศจรรย์ทำให้คนสองร้อยล้านคนรวมตัวกัน   และขับเคลื่อนไปสู่ชาติด้วยน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

จะมีพลังอื่นใดในโลกทำเช่นนี้ได้นอกจากศรัทธา?

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2558

วิธีบริหารสมองและจิตใจให้แจ่มใสและเตรียมพร้อมสำหรับท­­­ุกวัน



 เรียนรู้วิธีบริหารสมองและจิตใจให้แจ่มใสและเตรียมพร้อมสำหรับท­­­ุกวัน เพื่ออารมณ์ที่สดใสและสมองที่ปลอดโปร่ง

          รู้ไหมว่าจริง ๆ แล้ว การที่จะมีสุขภาพกายใจที่แข็งแรงและแจ่มใสนั้น ไม่ใช่เพราะการออกกำลังกายทางร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงการบริหารจิตอีกด้วย ซึ่งวิธีการบริหารจิตก็ไม่ใช่เรื่องยาก อย่างเช่นที่ นพ.สุรเกียรติ อาซานานุภาพ ได้เปิดเผยเอาไว้ในหนังสือหมอชาวบ้านครับ ขอบอกเลยว่าแต่ละวิธี ง่ายและดีต่อสุขภาพกายใจสุด ๆ เลย

          การบริหารจิตมีผลต่อสุขภาพกาย สมอง และจิตใจพอ ๆ กับการบริหารกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีผลต่อการพัฒนาสมองด้วยการกระตุ้นให้เกิดการ­­­งอกใหม่และการปรับวงจรใหม่ของเซลล์สมอง ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาจิตใจให้สมบูรณ์ และมีความสุขสงบเย็นอีกต่อหนึ่ง

การบริหารจิตควรทำให้เป็นกิจวัตรในชีวิตประจำวัน ซึ่งพอรวบรวมไว้ 10 วิธี ดังนี้

1. ออกกำลังกาย

          เช่น วิ่งเหยาะ เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิก ฝึกชี่กง รำมวยจีน (ไท่เก๊ก) ฝึกโยคะ เป็นต้น ในการออกกำลังกายสามารถบริหารจิตไปในตัว โดยการใช้สติระลึกรู้อยู่กับจังหวะการเคลื่อนไหว ในช่วงแรกอาจใช้วิธีนับ (เช่น นับซ้าย-ขวา นับ 1-2 หรือ 1 ถึง 10 กับจังหวะก้าว) เป็นตัวช่วย จนสติมั่น ก็ไม่ต้องนับ

2. นอนหลับให้เพียงพอ ประมาณ 6-8 ชั่วโมง

          การนอนหลับดีมีผลต่อการพัฒนาสมอง หลีกเลี่ยงการอดนอนและการมีอารมณ์เครียดติดต่อกันนาน ๆ เพราะมีผลลบต่อร่างกาย สมองและจิตใจ

3. บริโภคอาหารสุขภาพตามหลักธงโภชนาการ

          โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดหวาน มัน เค็ม หันมากินปลา กินผักและผลไม้ให้มาก ๆ ไขมันโอเมก้า 3 ในปลา (เช่น ปลาดุก ปลาซ่อน) มีผลดีต่อการสร้างเซลล์สมองใหม่ และหลีกเลี่ยงการบริโภคสุรา ยาสูบ และสารเสพติด

4. หมั่นเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ

          โดยการอ่าน การฟัง การค้นคว้า การหาประสบการณ์ใหม่ ๆ การคิดใคร่ครวญ การถาม การบันทึกตามหลัก "สุ. จิ. ปุ. ลิ." ควบคู่กับการฝึกใช้ความคิดเป็นประจำ เช่น การฝึกแก้ปัญหา การเล่นไพ่ การเล่นเกมต่าง ๆ

5. ฝึกสมาธิ

          เช่น ฝึกอานาปานสติ สวดมนต์ ไหว้พระ เดินจงกรม ทำละหมาด อธิษฐานจิตวันละอย่างน้อย 1-2 ครั้ง นานครั้งละ 5-10 นาที ช่วยให้จิตใจมั่นคงสงบนิ่ง ไม่วอกแวก ฟุ้งซ่าน ขาดสมาธิ หรือใจลอยง่าย ควรรักษาจิตที่นั่งแต่ตื่นรู้ไว้ตลอดเวลาของการปฏิบัติสมาธิ อย่าให้นานจนหลับหรือเข้าสู่ภวังค์ จะทำให้จิตเฉื่อยเนือย นำมาใช้งานในการรับรู้สิ่งเร้าอย่างรู้เท่าทันไม่ได้ ซึ่งต่างจากสติ

6. เจริญสติ-รู้ตัวกับอิริยาบถและกิจกรรมต่าง ๆ

          เช่น ระลึกรู้ตัวอยู่กับการนั่ง นอน ยืน เดิน การเคลื่อนไหวจังหวะขณะออกกำลังกายต่าง ๆ การทำกิจวัตรประจำวัน เช่น แปรงฟัน อาบน้ำ ดื่มน้ำ กินอาหาร เคี้ยวข้าว ล้างจาน กวาดบ้าน ถูบ้าน ซักผ้า รีดผ้า ให้มีความตื่นรู้อยู่กับปัจจุบันขณะ

          เมื่อจิตอยู่กับปัจจุบัน ก็จะสงบเย็น มีความสุข มีประสิทธิภาพในการทำกิจที่อยู่ตรงหน้า ไม่หวนคิดเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีต หรือคิดกลัวกังวลกับเรื่องอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ทำให้จิตใจฟุ้งซ่าน เป็นทุกข์ เครียด สูญเสียพลังสมองโดยเปล่าประโยชน์

7.ฝึกใช้ลมหายใจเป็นระฆังแห่งสติ

          เราสามารถตามรู้ลมหายใจเข้า-ออกในการทำอานาปานสติ ในการเจริญสติต่าง ๆ และอาจเสริมด้วยการตามรู้ลมหายใจเข้าออกที่เป็นธรรมชาติ ไม่ต้องปรุงแต่งลมหายใจให้ยาวให้ลึกกว่าปกติ เพียง 1-3 รอบ โดยเข้ากับออก 1 ครั้งเท่ากับ 1 รอบ โดยไม่ต้องหลับตา หรือบริกรรมแบบการทำสมาธิ

          ควรทำให้บ่อย ๆ เท่าที่รู้สึกตัวตั้งแต่ตื่นเช้าจนเข้านอน ทำจนเป็นนิสัย ต่อไปก็สามารถใช้ลมหายใจเพียง 1 รอบเป็นระฆังเตือนสติก่อนทำกิจกรรมต่าง ๆ เรียกว่า "ตั้งสติก่อนสตาร์ท" หรือเวลามีอารมณ์เครียดเกิดขึ้น ก็สามารถใช้ลมหายใจเตือนตัวเองให้เกิดสติรู้ตัว และควบคุมอารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้นให้ระงับบรรเทาหายไปได้ทันที

8. ฝึกพักใจและสมองเป็นระยะ ๆ ในแต่ละวัน

          เช่น หยุดคิด โดยหันมาชื่นชมธรรมชาติ หรือศิลปะ นานครั้งละ ½ ถึง 1 นาที, ตามดูห้วงว่างระหว่างความคิด ลมหายใจเข้าออกและเสียงต่าง ๆ, หามุมสงบในบ้าน ในที่ทำงาน หรือในสวน นั่งปล่อยวางอารมณ์อย่างเงียบ ๆ หรือตามรู้ลมหายใจประกอบ นาน 5-10 นาที เป็นต้น การพักใจและสมอง ช่วยให้มีพลังในการทำงานได้ไม่เหนื่อยล้า
9. เจริญปัญญาจากการสังเกตธรรมชาติของสรรพสิ่ง

          ว่าล้วนเกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัยมากมายที่มีการแปรเปลี่ยน ไม่คงที่ตลอดเวลา จนเห็นด้วยปัญญาตนว่า "ทุกสิ่งล้วนมีการเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป" เป็นธรรมดา ไม่ควรยืดมั่นถือมั่นในสิ่งใด ๆ ทั้งสิ้น ควรใช้ปัญญามองทุกสิ่งตามความเป็นจริงตามเหตุปัจจัย เงื่อนไข หรือบริบทในขณะนั้น แล้วจัดความสัมพันธ์หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับเหตุปัจจัย เงื่อนไข หรือบริบทนั้น ๆ ก็จะเกิดความราบรื่น กลมกลืนประสบผลดี ไม่ทุกข์ ไม่เครียดและเป็นสุข

10. ฝึกคิดดี-พูดดี-ทำดี ให้เป็นนิสัย

          ช่วยถ่วงดุลกับธรรมชาติของจิตที่มักคิดลบซึ่งเป็นไปตามกลไกลมอง­ที่มักถูกครอบงำด้วยความมีอัตตาตัวตน นิสัยความเคยชินเดิม และอารมณ์ลบ

          นอกจากนี้ควรหมั่นมีจิตอาสาทำงานเพื่อคนอื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแ­­­ทนช่วยเหลือเกื้อกูลคนอื่น, ฝึกฟังคนอื่น และเข้าใจคนอื่น, รู้จักใช้ปิยวาจา รวมทั้งรู้จักพูดชื่นชม ให้กำลังใจผู้คนรอบข้าง, ฝึกตามดูรู้ทันความคิด อารมณ์ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจ ซึ่งจะช่วยให้ควบคุมตัวเองได้ดี

          หมั่นมองตน ทบทวนตัวเองทุกวัน วันละหลายครั้ง หรือหลังเสร็จจากการทำกิจต่าง ๆ มองให้เห็นจุดแข็ง (เพื่อให้กำลังใจตัวเอง) และจุดอ่อน (เพื่อการปรับเปลี่ยนและพัฒนาตน), หมั่นนึกขอบคุณผู้คนและสิ่งต่าง ๆ (ทั้งสิ่งมีชีวิตและมีชีวิตและไม่มีชีวิต) ที่เกื้อหนุนให้ชีวิตเราปลอดภัยและเติบโตมาด้วยดี ทั้งหมดนี้เพื่อฝึกการรู้ตนควบคุมตน และลดละอัตตาตัวตนครับ

ประโยชน์และวิธีเปลี่ยนนิสัยให้เป็นคนคิดบวก



คนคิดบวกในที่นี้หมายถึงคนที่มองโลกอย่างเป็นกลางไม่ว่าเรื่องนั้นจะดีหรือร้าย หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นคนมองโลกในแง่ดีก็ได้ แต่ก็อย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดว่าคนที่มีนิสัยอย่างนี้เป็นพวกโลกสวยเชียวล่ะ เพราะพวกเขามีดีมากกว่านั้นอีก
             
          หากพูดถึงการเป็นคนคิดบวก ส่วนใหญ่คงนึกถึงอุปนิสัยมองโลกในแง่ดี มีทัศนคติที่เปิดกว้าง รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และแน่นอนว่าคงไม่มีใครกล้าพูดได้เต็มปากว่าเป็นคนคิดบวก แต่ถ้าหากเรามาลองสำรวจตัวเองกันเล่น ๆ จาก 10 วิธีเปลี่ยนตัวเองให้คิดบวกที่เรานำมาฝากนี้ อาจทำให้เราค้นพบความจริงว่าตัวเราก็เป็นคนคิดบวกนะ เพียงแต่ไม่เคยรู้มาก่อน

การคิดบวกคืออะไร
         
          จากผลการวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ในวารสารจิตวิทยาบุคลิกภาพและสังคมของสหรัฐอเมริกาเผยว่า การคิดบวกเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้ตัวเองมีความสุข โดยที่การคิดบวกนั้นไม่ใช่การคิดหาคำตอบว่าอะไรถูกหรือผิด แต่เป็นการคิดเพื่อให้เราได้เข้าใจในสิ่งที่กำลังเป็นไป หลายคนเข้าใจว่าการคิดบวกต้องอาศัยหลักการทางจิตวิทยาเข้าช่วย แต่ความจริงแล้วตัวเราเองก็สามารถเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคนคิดบวกได้ตลอดเวลา

8 สิ่งดี ๆ ที่จะเกิดขึ้นเมื่อเราคิดบวก

          เป็นที่รู้กันดีว่าการคิดบวกคือการทำให้ตัวเองมีความสุข แต่ความจริงแล้วยังส่งผลดีต่อสุขภาพกายและใจอีกด้วยนะ โดยเฉพาะสิ่งดี ๆ ต่อไปนี้ที่จะเกิดขึ้นกับเราแน่นอนเมื่อเปลี่ยนตัวเองให้คนคิดบวก

เราจะมีระบบไหลเวียนโลหิตเป็นปกติ
             
          การคิดบวกจะทำให้เรารู้สึกอยากทำในสิ่งดี ๆ เช่น กินอาหารสุขภาพ ออกกำลังกาย และไม่เครียด ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตของเราทำงานเป็นปกติ ไม่เสี่ยงเป็นโรคที่เกี่ยวกับระบบไหลเวียนเลือด เช่น หัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง  และโรคความดันโลหิตสูง

เราจะมีไขมันดีมากกว่าไขมันเลวในร่างกาย
             
          ผลการทดสอบของมหาวิทยาลัยแพทย์ฮาร์วาร์ดในปี 2013 ที่ถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร The American Journal of Cardiology  เผยว่าการคิดบวกช่วยเพิ่มระดับไขมันดีในร่างกายได้ เห็นได้จากการทดสอบกับกลุ่มอาสาสมัครวัยกลางคน อายุระหว่าง 40-70 ปี ประมาณ 990 คน ที่ทำแบบทดสอบความสุขจากพฤติกรรมประจำวัน ผลคือ อาสาสมัครส่วนใหญ่มีความสุขในชีวิตประจำวันของตัวเองดี เมื่อตรวจร่างกายพบว่ามีระดับไขมันดีสูงกว่าไขมันเลว สาเหตุเป็นเพราะคนที่มีความสุขดีในชีวิตมักจะเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์มากกว่าคนที่มีความเครียด

เราจะมีระบบภูมิคุ้มกันโรคที่แข็งแรงขึ้น
         
          การคิดบวกเป็นการกระตุ้นให้เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายทำงานเป็นปกติ เกิดการดูดซึมสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย รวมถึงการนำไปใช้เผาผลาญเป็นพลังงานที่ส่งผลให้เราแข็งแรงขึ้น เห็นได้จากคนที่ร่าเริง แจ่มใสมักไม่ค่อยเจ็บป่วยง่าย

เราจะมีสุขภาพกายและใจที่สมดุล
           
          ผลการวิจัยส่วนใหญ่เผยว่า คนที่มองโลกในแง่ดีมักมีสุขภาพกายและใจดีตามไปด้วย เพราะพวกเขามีเคล็ดลับอยู่เพียงสิ่งเดียวคือ การทำตัวเองให้มีความสุขด้วยการหากิจกรรมทำไม่ปล่อยให้ตัวเองอยู่ว่าง ๆ  เช่น ออกกำลังกาย การปลูกดอกไม้ การสนทนากับเพื่อนบ้าน ออกกำลังกาย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นตัวขับเคลื่อนให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย เพราะเมื่อสุขภาพจิตดี ร่างกายก็แข็งแรงตามไม่ด้วย ไม่เจ็บป่วยง่าย และก็ไม่ต้องกินยาใด ๆ

เราจะกลายเป็นคนไม่ค่อยเครียดกับอะไรง่าย ๆ
         
          คนที่มองโลกในแง่ดีเมื่อมีปัญหามักจะรับมือได้ดีกว่าคนที่มองโลกในแง่ร้าย ส่วนหนึ่งมาจากการที่พวกเขาเชื่อว่าทุกสิ่งจะดีขึ้นได้ เดี๋ยวก็จะผ่านไป ทำให้พวกเขาแก้ปัญหาด้วยความใจเย็นมากกว่า

เราจะกลายเป็นคนร่าเริง แจ่มใสน่าเข้าใกล้
             
          การมองโลกในแง่ดีช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์ของตัวเราให้กลายเป็นคนนิสัยน่ารักมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราจะมีทัศนคติที่เปิดกว้างรับฟังคนอื่น ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอด ดูเป็นคนอารมณ์ดี ทำให้ใคร ๆ ก็มองว่าเรานิสัยดีน่าเข้ามาทำความรู้จัก

เราจะรับมือได้หมดทุกปัญหา
             
          การมองโลกในแง่ดีจะทำให้เรามีสติในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างมีเหตุผล  จากผลการวิจัยเผยว่าการมองโลกในแง่ดีทำให้เราไม่รีบร้อนตัดสินเรื่องราวที่อยู่ตรงหน้า เราจะไม่คิดฟุ้งซ่านเติมแต่งปัญหาให้ใหญ่โตขึ้น และเราจะมีสติมองออกว่าแก่นแท้ของปัญหานั้นอยู่ตรงไหน ทำให้เราสามารถค้นพบทางออกของปัญหาได้อย่างง่ายดาย

เราจะมีอายุยืน

          ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยลอนดอนได้ทำการทดสอบเรื่องการคิดบวกสัมพันธ์กับการมีอายุยืนอย่างไร โดยได้ทำทดสอบกับกลุ่มอาสาสมัครที่มีอายุยืนเกินร้อยปีขึ้นไปประมาณ 243 คน ด้วยการให้ทำแบบสอบถามไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ผลปรากฏตรงกันว่า อาสาสมัครส่วนใหญ่มักมีไลฟ์สไตล์ชอบท่องเที่ยว ชอบเดินทางไปเปิดหูเปิดตาต่างถิ่น พวกเขาเชื่อว่าการเดินทางทำให้เรียนรู้อะไรมากขึ้น ได้พบเห็นโลกในมุมที่กว้างขึ้น ปล่อยวางอะไรได้มากขึ้น และทั้งหมดนี้ก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นคนคิดบวกขึ้นนั่นเอง

พลังแห่งการคิดบวกบรรเทาอาการเจ็บป่วยได้

          จากผลการวิจัยในปี 1990 เผยว่าคนที่มองโลกในแง่ร้ายมักจะมีอาการป่วยทั้งร่างกายและจิตใจ สาเหตุหลักมาจากการที่สุขภาพจิตใจอ่อนแอ ดังนั้นใครที่มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรังไม่ยอมหายสักที ลองมาเช็กตัวเองว่าอาการป่วยที่มักเกิดบ่อย ๆ นั้น ติดอันดับ 1 ใน 15 อาการป่วยที่มาจากการคิดติดลบหรือเปล่า ถ้าใช่ รีบปรับทัศนคติตัวเองเสียใหม่ด่วนเลยนะจ๊ะ

  1.  มีอาการกล้ามเนื้อตึง เส้นยึดบ่อย
  2. มีอาการปวดกล้ามเนื้อโดยไม่ทราบสาเหตุ
  3. มักจะปวดหัวบ่อย
  4. มีอาการเจ็บหน้าอกโดยไม่ทราบสาเหตุ
  5. สมรรถภาพทางเพศลดลง
  6. นอนไม่หลับ และมีปัญหาเรื่องการนอนหลับในตอนกลางคืน
  7. มีอาการของระบบย่อยอาหารไม่ปกติ เช่น อาหารไม่ย่อย ท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นต้น
  8. อ่อนเพลียง่าย
  9. อารมณ์แปรปรวน
  10. มีความรู้สึกกังวล หดหู่ และเศร้าซึมบ่อย
  11. รู้สึกว้าวุ่นใจเหมือนมีเรื่องที่ยังคิดไม่ตก
  12. โกรธง่าย ฉุนเฉียวบ่อย
  13. รู้สึกไม่อยากทำอะไรเลย ไม่อยากเข้าสังคม อยากอยู่คนเดียวเงียบ ๆ
  14. พฤติกรรมการกินไม่เป็นปกติ เช่น กินน้อยกว่าปกติ หรือกินจุกว่าปกติ
  15. โมโหร้ายกว่าปกติ เช่น สบถคำหยาบออกมาบ่อย ๆ ทำร้ายผู้อื่น


10 วิธีง่าย ๆ ฝึกตัวเองให้เป็นคนคิดบวก

          เมื่อได้ทราบถึงข้อดีของการคิดบวกแล้ว ลองมาดูกันหน่อยดีไหมว่าจะเริ่มเป็นคนคิดบวกได้อย่างไร จากคำแนะนำของผลการวิจัยเรื่องการเปลี่ยนตัวเองให้คิดบวก ที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Clinical Psychology เมื่อปี 2006 ที่เผยว่า คนบนโลกนี้มีอยู่สองประเภทใหญ่ ๆ คือ พวกที่คิดมาก กับพวกที่ไม่ค่อยคิดอะไร ซึ่งถือว่าเป็นลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันมาก แต่เมื่อนักวิจัยได้ลองวิเคราะห์นิสัยของคนทั้งสองกลุ่มแล้วกลับค้นพบว่าพวกเขามีวิธีจัดการอารมณ์ด้านลบที่คล้าย ๆ กัน นั่นคือ หาสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุขมากขึ้น ดังนั้นเรามาลองเรียนรู้วิธีเปลี่ยนตัวเองให้คิดบวกจากกลุ่มอาสาสมัครเหล่านี้กันดู ว่ามีวิธีไหนที่เราสามารถทำตามได้บ้าง

1. ไม่ทำตัวโลกสวยเกินไป
             
          การคิดบวกและการมองโลกในแง่ดีในที่นี้ไม่หมายความว่าให้เราทำตัวโลกสวย มองอะไรโรยด้วยกลีบกุหลาบไปทุกอย่าง แต่เป็นการปรับมุมมองของเรา อะไรที่คิดติดลบมากเกินไปก็ปรับให้เป็นกลางขึ้นหน่อย  และอะไรที่คิดบวกมากเกินไปก็ปรับให้พอดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่น หากเรามีคนเข้ามาจีบ เราก็อย่าเพิ่งมองโลกในแง่ดีว่าเขาเป็นคนดี จริงใจกับเรา ให้เผื่อใจเอาไว้บ้าง เป็นต้น

2. ไม่ตัดสินอะไรง่าย ๆ เพียงแค่ตาเห็น
             
          การเริ่มต้นคิดบวกควรมาจากความคิดที่เป็นกลาง ดังนั้นเวลาที่เห็นอะไรไม่ถูกใจ ก็อย่าเพิ่งเหมารวมไม่ว่ามันไม่ดี ให้เข้าใจไปตามสิ่งที่เห็นอย่าใส่ความรู้สึกส่วนตัว อย่าลืมว่าการคิดบวกไม่มีถูกผิดนะจ๊ะ

3. ผูกมิตรกับเพื่อนที่นิสัยร่าเริง คิดบวกเข้าไว้

          ความรู้สึกที่ดี จะนำมาซึ่งความคิดดี ๆ ดังนั้นควรมองหามิตรแท้ที่นิสัยร่าเริงแจ่มใสไว้สักคน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดด้านดี หากอยู่กับคนซีเรียส จริงจังกับชีวิตมากไป เราก็คิดบวกไม่ได้สักที จากผลการวิจัยส่วนใหญ่เผยว่า ความเครียดเป็นอารมณ์ติดต่อจากอีกคนหนึ่งได้ โดยที่ตัวเรามักไม่รู้ตัวเลยว่าทัศนคติของตัวเองจะค่อย ๆ เปลี่ยนไปทีละนิด จนกระทั่งพฤติกรรมแสดงออกมาอย่างชัดเจนว่านิสัยเปลี่ยนไป ดังนั้นหากอยากเริ่มเป็นคนคิดบวก ก็ให้เดินเข้าไปผูกมิตรกับคนที่มองโลกในแง่ดี เพราะคนเหล่านั้นจะมีมุมมองความคิดที่เปิดกว้างกว่าพวกซีเรียส จริงจังกับชีวิต

4. หมั่นคุยกับตัวเอง

          คนที่คิดบวกมักจะคุยกับตัวเองอยู่เสมอ ในที่นี้หมายถึงการพิจารณาตัวเองว่ามีด้านลบกับเรื่องอะไร แล้วในแต่ละวันรู้สึกแย่อะไรบ้าง เมื่อเขาเรียงลำดับความคิดด้านลบได้ ก็จะทำการเปลี่ยนมุมมองความคิดใหม่ บอกกับตัวเองว่าพรุ่งนี้ต้องมองโลกในแง่ดีมากขึ้นกว่าเดิม และฝึกพูดประโยคเชิงบวก เช่น ฉันสามารถเรียนรู้ได้ ฉันจะต้องลองทำดูก่อน หรือ ฉันคิดว่าปัญหานี้ต้องมีทางออก เป็นต้น

5. เขียนถึงสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน

          เป็นวิธีที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงให้กลายเป็นคนมองโลกในแง่ดีมากขึ้น เพียงแค่สละเวลา 5 นาทีก่อนนอน ทบทวนถึงเหตุการณ์ที่ตัวเองคิดว่าดีที่สุด แล้วเขียนบันทึกลงไปสั้น ๆ เช่น วันนี้จับฉลากปีใหม่ได้ของที่อยากได้อยู่พอดี เป็นต้น จากผลการวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Research in Personality เผยว่า การเขียนบันทึกส่งผลดีต่อสุขภาพของเรา โดยเฉพาะการบันทึกประสบการณ์ที่ดี ๆ เพราะเมื่อไรที่เราเขียนบันทึกเรื่องราวลงบนหน้ากระดาษได้ ก็แสดงว่าสมองของเรามีการจดจำแต่สิ่งที่ดี ๆ แล้วยิ่งถ้าจดบันทึกเป็นประจำทุกวัน สมองของเราก็จะเก็บเกี่ยวเรื่องราวดี ๆ เอาไว้เพื่อมาเขียนบันทึกโดยอัตโนมัติเลยล่ะ

6. หัวเราะ
         
          หลายคนไม่เคยสังเกตตัวเองว่าวันหนึ่ง ๆ หัวเราะมากน้อยเท่าไร ทั้งที่ความจริงแล้วการหัวเราะเป็นสิ่งที่สะท้อนอารมณ์ได้ดีว่ากำลังมีความสุขอยู่หรือไม่ อีกทั้งยังเป็นการปรับอารมณ์ด้านลบให้ดีขึ้นด้วย  ดังนั้น ถ้าหากงานเครียดมากทั้งวัน ลองสละเวลาสัก 20 นาทีให้กับสิ่งบันเทิงเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น หนังตลก หนังสือการ์ตูน พูดคุยกับเพื่อนสนิท วาดภาพ ร้องเพลง เป็นต้น หากทำให้ได้ทุกวันแบบนี้รับรองว่าความเครียดไม่สะสมอยู่ในจิตใจแน่นอน

7. นั่งสมาธิ
         
          ผลการวิจัยล่าสุดเผยว่า คนที่นั่งสมาธิเป็นประจำทุกวันมีแนวโน้มเป็นคนมองโลกในแง่ดีมากกว่าคนที่ไม่เคยนั่งเลย ส่วนหนึ่งมาจากประโยชน์ของการนั่งสมาธินั่นเอง เพราะการนั่งสมาธิเป็นการฝึกจิตใจให้ปล่อยวางความคิด ฝึกสมองไม่ให้คิดฟุ้งซ่าน เราก็จะรู้ทันอารมณ์ของตัวเองว่ากำลังสุขหรือทุกข์ และถ้านั่งสมาธิเป็นประจำทุกวันร่างกายและจิตใจของเราก็จะไม่เก็บอารมณ์แย่ ๆ หรือเรื่องราวไม่ดีมาจำฝังใจ ผลคือเรามีความสุข จิตใจแจ่มใส นั่นเอง ดังนั้นลองทำดูนะคะ สละเวลาวันละ 5-10 นาทีก็ยังดี ใครที่ไม่ถนัดการนั่งสมาธิก็ใช้วิธีทำโยคะก็ได้

8. เปลี่ยนนิสัยเป็นคนยืดหยุ่น ออมชอมกับผู้อื่นให้มากขึ้น

          การจะเปลี่ยนตัวเองให้คิดบวกได้ ส่วนหนึ่งต้องเริ่มมาจากตัวเองเสียก่อน คือ เปลี่ยนความคิดที่ทุกอย่างต้องเป๊ะ มาเป็นคิดยืดหยุ่นบ้าง เพราะความคาดหวังคือสิ่งอาจทำให้เราเสียใจ มองโลกในแง่ร้ายขึ้นมาได้ ดังนั้นลองฝึกให้ตัวเองมีความคิดที่ยืดหยุ่นบ้าง จะได้ไม่รู้สึกเครียดว่าอะไร ๆ ก็ไม่ได้ดั่งใจ

9. อย่ากังวลกับสิ่งที่ยังไม่เกิด

          ความกลัวก็เป็นอุปสรรคที่ทำให้เรามองโลกในแง่ดีไม่ได้ เพราะสมองยังยึดติดอยู่กับความรู้สึกที่ว่า “กลัวว่าจะ…” ทั้งที่ความจริงอาจจะไม่เกิดตามที่เราคิดก็ได้ ดังนั้นเปลี่ยนความคิดของตัวเองให้ปล่อยวางกับเรื่องราวต่าง ๆ มากขึ้น อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

10. ฝึกตัวเองให้ยิ้มง่ายขึ้น

          การยิ้มเป็นสิ่งพื้นฐานที่ช่วยให้ตัวเราเองรู้สึกมีความสุข ดังนั้นไม่ว่าจะมีเรื่องที่ทำให้ยิ้มไม่ออกก็ตาม ยังไงก็ขอให้ยิ้มแย้มเอาไว้ก่อน แทนที่จะระบายด้วยการปล่อยคำพูดแย่ ๆ ออกมา

          เห็นไหมละคะว่าพลังของการคิดบวกน่ะสุดยอดแค่ไหนสามารถทำให้สุขภาพกายและใจของเราแข็งแรงอยู่เสมอ  แต่ถึงแม้ว่าวันคิดบวกโลกจะผ่านพ้นไปแล้ว เมื่อ 13 กันยายนที่ผ่านมานี้ เราก็ยังสามารถทำทุก ๆ วันให้เป็นวันคิดบวกได้ แค่ลองเปิดใจให้กว้างใส่ใจกับสิ่งรอบตัวมากขึ้น เพียงเท่านี้ก็เราก็มีความสุขในทุก ๆ วันแล้ว

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558

มูลค่าชีวิต

     ขอบคุณ vittarot.com

  บนโลกนี้มีแต่เรื่องที่ทำให้สับสน ระบบการศึกษาสอนให้เราเรียนเพื่อหางานดีๆเงินดีๆทำ พอเข้าทำงานก็มีคนสอนอีกว่าทำงานอย่าเกี่ยงเงิน บางคนบอกให้เดินตามความฝันอย่าทำเพื่อเงิน แต่ถ้าไม่มีเงินชีวิตก็เดือดร้อน ผู้ให้แรงบันดาลใจส่วนใหญ่บอกว่าให้ทำงานให้หนักโดนไม่ต้องแคร์เรื่องเงิน แต่ถ้าเขาจ้างให้มาพูดโดยให้เงิน 200 บาทพูดทั้งวันพวกเขาเหล่านั้นจะเอาไหม

      ตกลงแล้วเงินมันสำคัญหรือไม่สำคัญกันแน่ ผมฟันธงให้ว่าสำคัญโครตๆ อย่างน้อยคุณก็ต้องใช้มันเพื่ออาหาร 3 มื้อ อย่างน้อยถ้าพ่อแม่คุณป่วยคุณก็มั่นใจว่าคุณจะมีเงินมากพอที่จะขาดงานไปเป็นเดือนเพื่อดูแลท่าน อย่างน้อยคุณก็สามารถพาแฟนไปฮันนีมูนได้แล้วกัน แน่นอนประโยคคลาสสิก เงินซื้อไม่ได้ทุกอย่างบนโลก อย่างน้อยก็ความรัก คำตอบคือถูกต้อง ความรักเป็นสิ่งที่ไม่สามารถซื้อได้ แต่ยอมรับเถอะว่านอกจากความดีแล้ว ความมั่นคงก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งของคุณสมบัติของความรักเช่นกัน อย่างน้อยคุณก็คงไม่อยากให้แฟนของคุณต้องลำบากกัดก้อนเกลือเพราะคุณใช่มั้ย อย่างน้อยคุณก็อยากทำสิ่งที่ดีที่สุดให้คนรักของคุณใช่มั้ย?

      น่าแปลก ประเทศเราใครพูดเรื่องเงินก็มักถูกมองเป็นคนโลภ บางครั้งคนที่กระหายอยากได้เงินเยอะๆจะถูกมองเป็นพวกมารศาสนาเพราะไม่รู้จักพอใจในสิ่งที่ตนเองมี

มีคนบอกว่าทำงานอย่าคิดถึงเรื่องเงิน…?

  เวปไซต์ Pantip เป็นเว็บที่ผมมองว่ามันคือสุดยอดของ Webboard ในโลกแล้ว ในนั้นมีผู้คนหลากหลายมากๆ มีทุกเพศ ทุกวัย ทุกสถานะ ผมว่าสังคมของเราขับเคลื่อนไปด้วยพลังของ Pantip เพราะมันก่อให้เกิดกระแสสังคมใหญ่ๆนับครั้งไม่ถ้วน มีกระทู้หนึ่งผมจำได้ดี เป็นกระทู้ระบายความในใจของเจ้าของกิจการคนหนึ่งเกี่ยวกับการหาคน รายละเอียดคร่าวๆคือเจ้าของกิจการมาเขียนระบายความในใจว่าเด็กสมัยใหม่นี้ใช้ไม่ได้ ต้องการเงินเดือนแพงๆทั้งๆที่ไม่มีประสบการณ์ แถมยังเลือกงานอีก ได้คนมาก็อยู่ไม่ทน สรุปก็คือมาระบายความในใจเกี่ยวกับการหาลูกน้องนั่นแหละครับ เท่าที่ผมจับประเด็นแบบเบื้องหลังได้ ก็คือเขาอยากได้พนักงานด้วยค่าแรงที่เขาคิดว่าสมเหตุสมผลนั่นแหละ ปัญหาที่ผมเดาก็คือมันสมเหตุสมผลของใคร ของนายจ้างที่ต้องการใช้เงินให้น้อยที่สุด หรือของลูกจ้างที่บังเอิญมีงานที่เสนอเงินเดือนมากกว่าให้เขาเลือก

และเมื่อมีกระทู้ของนายจ้างแล้ว กระทู้ของลูกจ้างก็มีครับ ส่วนใหญ่ก็จะสอบถามเกี่ยวกับความรับผิดชอบของสายงานจนไปถึงกระทั่งเรื่องของเงินเดือน ตรงเรื่องของเงินเดือนนี่แหละครับที่น่าสนใจ ส่วนใหญ่ของคนที่เริ่มต้นหางานครั้งแรกในชีวิตมักจะตั้งกระทู้ถามว่าควรจะเรียกเงินเดือนเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ก็จะอิงเรตราคาตามวุฒิการศึกษาที่มีอยู่ ปริญญาตรีมีค่าแรงต่อเดือนเฉลี่ยอยู่ราวๆ 13,000 ถึง 17,000 บาท ส่วนปริญญาโทมีราวๆ 17,000 จนถึง 30,000 บาท ส่วนระดับด็อกเตอร์นั้นไม่ทราบจริงๆ และคำแนะนำจึงไม่ได้มีอะไรมากนอกเสียจากบอกระดับมาตรฐานเงินเดือนของสายอาชีพที่ถูกถามอย่างคร่าวๆเท่านั้น

และแน่นอนตามประสาของผู้คนร้อยพ่อพันแม่ คำตอบประเภทที่ว่าอย่าคิดถึงเรื่องเงินก็ต้องมีอย่างแน่นอน ไม่ใช่สิ มันมีทุกกระทู้ที่ถูกถามนั่นแหละ คำถามคือการทำงานโดยคิดถึงเรื่องเงินมันไม่สำคัญตรงไหน คนที่พูดคำนี้ได้ส่วนใหญ่เงินเดือนสูงๆแล้วทั้งนั้น เขาไม่เดือดร้อนนี่ครับเขาเลยพูดได้เต็มปาก ที่ผมบอกว่าการทำงานโดยเอาเงินมาเป็นตัวตั้งมันสำคัญก็เพราะว่าถ้าชีวิตคุณส่วนใหญ่ต้องเสียเวลาไปกับการทำให้คนอื่นรวยขึ้น สุขสบายขึ้น คุณก็ควรมีสิทธิ์ที่จะเลือกมูลค่าหรือราคาของตัวเองตามที่พอใจ นายจ้างหรือ HR มีสิทธิ์ที่จะจ้างหรือไม่จ้างก็ได้ แต่ไม่มีสิทธิ์ที่จะต่อว่าหรือไม่พอใจในสิ่งที่คนเหล่านั้นเรียกร้อง คุณอาจจะโน้มน้าวใจให้เขาเห็นว่าค่าตัวของเขาแพงเกินราคาตลาดก็ได้ แต่คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะต่อว่าความต้องการของเขา ดูถูกหรือตำหนิเขา อย่างน้อยขอให้คิดว่าบ้านหลังใหญ่ๆ รถหรูๆที่นายจ้างที่มีขับก็มาจากหยาดเหงื่อแรงกายของลูกจ้างเช่นกัน

ดังนั้นผมเชื่อว่ามูลค่าเป็นสิ่งที่เจ้าของชีวิตกำหนดให้กับชีวิตของเขาเอง จะแพงหรือถูกขึ้นอยู่กับผู้ว่าจ้างจะตัดสินใจ!

น่าแปลกที่คนส่วนใหญ่มักยอมให้ตลาดกำหนดมูลค่าของชีวิตพวกเขาว่ามีเรตราคาเท่าไหร่…?

แล้วทุกคนรับได้เพราะนี่คือเรื่องที่คนส่วนใหญ่ยอมรับกัน ทีนี้ลองมาดูสมการบางอย่างที่ผมอยากจะลองตั้งโจทย์ให้พวกคุณคิดดู นี่เป็นสมการสมมุติ เป็นโจทย์สมมุติที่ไม่อิงกับความเป็นจริงซักเท่าไหร่ แต่ขอร้องว่าคุณควรจะคิดตามให้ดีๆ เรื่องนี้เกี่ยวกับเรื่องของเงินโดยตรง และเป็นการคำนวนที่บัดซบมากๆด้วย ผมขอถามคุณว่าคุณคิดว่าชีวิตของคุณมีมูลค่าหรือราคาต่อเดือนเท่าไหร่ เอาให้ชัดๆคือคุณคิดว่าคุณควรจะได้เงินเดือนเท่าไหร่อย่างนี้ก็ได้

ได้คำตอบแล้ว ทดไว้ในใจ


    นักศึกษาส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีที่อายุราวๆ 23 ปี สมมุติว่าพ่อแม่ของคุณต้องใช้เงินเพื่อดูแลคุณทั้งเรื่องค่าอาหาร การเดินทาง ค่าป่วยไข้ไม่สบาย ค่าของเล่น ค่าเรียน ค่ารายงาน ค่าทัศนะศึกษา ค่าสตาร์บั๊ค บลาๆๆ เฉลี่ยทั้งชีวิตตีเป็นเงินราวๆ 10,000 บาทต่อเดือน (ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่พ่อแม่เสียเงินมากกว่านั้น) เพื่อแลกกับความสุข ความรัก และหลักประกันชีวิตในอนาคตของลูก เท่ากับว่า 1 ปีคุณจะใช้เงินของพ่อแม่ราวๆ 120,000 บาท คุณใช้เวลา 23 ปีเพื่อจบการศึกษาก็จะเท่ากับ 120,000 บาท คุณด้วย 23 ปี จะเท่ากับพ่อแม่ให้คุณใช้เงินแล้ว 2,760,000 บาท ด้วยมูลค่าขนาดนี้พ่อแม่สามารถซื้อรถ Mercedes benz new c class c220 cdi executive ได้พอดีเลย นั่นคือถ้าเปรียบเทียบเป็นภาพแบบทุนนิยมสุดๆ คือมูลค่าของตัวคุณมีเท่ากับหรือมากกว่ารถราคา 2,760,000 บาทแน่นอน

และถ้าสมมุติว่าถ้าคุณมีเจ้ารถคันนี้มาในครอบครองจริงๆ ผมขอถามคุณว่าคุณจะยอมให้คนเช่ารถคันนี้ในราคาเท่าไหร่ สมมุติว่าคุณให้เช่าในราคาเดือนละ 15,000 บาท เดือนหนึ่งคุณปล่อยให้เช่า 20 วันคือวันจันทร์ถึงวันศุกร์ และให้เช่าแค่ 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเช่าเหมาทั้งเดือน นั่นเท่ากับว่ารถคันนี้จะต้องถูกขับเป็นเวลา 180 ชั่วโมงเต็มต่อเดือน เมื่อคุณให้เช่าในราคา 15,000 บาทต่อเดือน ก็เอาจำนวนค่าเช่ามาหารกับจำนวนชั่วโมงดู ก็จะได้ผลลัพธ์เท่ากับ 84 บาทต่อชั่วโมงเท่านั้น

คุณคิดว่าบนโลกในบี้ จะมีใครปล่อยรถ Mercedes benz new c class c220 cdi executive ให้เช่าด้วยเงินเพียง 84 บาทต่อชั่วโมงหรือไม่ นี่มันบ้าชัดๆ ใครให้เช่าสิ่งของมูลค่า 2,760,000 บาทด้วยราคาเพียง 84 บาทต่อชั่วโมง บ้าจริงๆ หรือถ้าคุณหัวการค้าขึ้นมาหน่อย คุณเพิ่มค่าเช่าให้เป็นเดือนละ 25,000 บาทไปเลย เมื่อเฉลี่ยเป็นเงินต่อชั่วโมงแล้วจะเท่ากับ 139 บาทต่อชั่วโมงแล้ว แต่ถ้ามาคิดดีๆถึงแม้จะเยอะกว่าเดือนละ 15,000 บาท แต่ราคามันก็ต่ำกว่าจะรับได้อยู่ดี

ทีนี้ผมขอถามคุณนะครับ คุณว่ามูลค่าของตัวคุณ กับมูลค่าของรถ Mercedes benz new c class c220 cdi executive เจ้าสิ่งไหนมีราคาที่แพงกว่ากัน เอาความเสียหายสูงสุดมาเปรียบเทียบ ถ้ารถเบ๊นซ์เกิดพังไป อย่างมากเจ้าของก็แค่ซื้อใหม่ สูญเงินซัก 2 ล้านกว่าบาทก็ไม่เห็นเสียหาย เผลอๆไม่ต้องเสียเพราะประกันชั้น 1 ดูแลให้เสร็จสรรพ อาจจะได้รุ่นทีดีกว่าเดิม เร็วกว่าเดิม เท่กว่าเดิมด้วยซ้ำ แต่ถ้าชีวิตคนทั้งคนของคุณตายไป มันไม่มีอะไรมาทดแทนได้นะครับ อย่างน้อยคนที่ร้องไห้กับการตายของคุณคนแรกต้องไม่ใช่นายจ้างแน่นอน ถ้าคุณบอกว่าไม่เป็นไร ตายไปก็เริ่มต้นใหม่ในชาติหน้า ผมก็ขอถามคุณว่าคุณเชื่อไหมหละ ว่าชาติหน้ามีจริง!

ถ้าคุณคิดว่าหมื่นห้า คุณก็จะได้หมื่นห้า
ถ้าคุณคิดว่าสองหมื่น คุณก็จะได้สองหมื่น
ถ้าคุณคิดว่าหนึ่งแสน คุณก็จะได้หนึ่งแสน
ถ้าคุณคิดว่าหนึ่งล้าน คุณก็จะได้หนึ่งล้าน


สรุปเรื่องความคิด

แต่ถ้าคุณไม่มีไอเดียว่าชีวิตของคุณมีราคาเท่าไหร่ ก็ลองถามคนที่รักคุณดูสิ
แล้วจะค้นพบว่าความจริง ชีวิตของคุณประเมินค่าไม่ได้สำหรับใครบางคน

ขอถามอีกครั้ง คุณคิดว่า  Mercedes benz new c class c220 cdi executive มูลค่า 2,760,000 บาท กับชีวิตคุณ สิ่งไหนแพงกว่ากัน…???
ขอถามอีกครั้ง คุณคิดว่ามูลค่าชีวิตของคุณเท่าไหร่???


วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2558

การบรรลุความปรารถนาเรื่องเงินๆทองๆ


การบรรลุความปรารถนาเรื่องเงินๆทองๆ

   สวัสดีครับ  วันนี้ผมขอแบ่งปันในสิ่งที่ผมเชื่อว่าทุกท่านรักแน่ๆ คับ  นั่นก็คือเรื่องของเงินๆทองๆนั่นเอง  เชิญติดตามได้เลยครับ

   -คนรวยยิ่งรวยขึ้น   คนจนยิ่งจนลง
       ข้อเท็จจริงในโลกใบนี้ที่ผมและคุณโต้เถียงไม่ได้เลย  ก็คือ ในแต่ละปีที่ผ่านไป  คนรวยส่วนใหญ่ยิ่งรวยขึ้น  ในขณะที่คนจนส่วนใหญ่ยิ่งจนลง  ความเป็นจริงของชีวิตข้อนี้  เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ยอมจำนนไปแล้ว  และไม่คิดว่าจะสามารถฝืนมันได้   อย่างไรก็ตาม  ความสวยงามในการเป็นมนุษย์ยังมีอยู่  เพราะมีคนจนผู้กล้าที่สามารถเอาชนะชีวิต  จนสามารถยกระดับเป็นคนรวยได้  จึงเป็นหลักฐานพิสูจน์ทราบที่เชื่อได้ว่า  คนจนไม่จำเป็นต้องยิ่งจนลง  เคล็ดลับสำคัญของการกลายเป็นคนที่รวยขึ้นอยู่ตรงความคิดที่ว่า ความคิดที่สม่ำเสมอ  จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่สม่ำเสมอ  ซึ่งคนส่วนใหญ่จะมีระบบคิดที่ไม่รู้ตัวว่า กำลังคิดโดยมุ่งความสนใจไปยังสิ่งที่ไม่ต้องการ  เช่นความขาดแคลน  การมีเงินไม่พอใช้หนี้  ไม่พอจ่ายค่าเทอมลูก เป็นต้น  ส่วนคนรวยจะคิดถึงแต่โอกาสในการหาเงินได้มากขึ้น  การลงทุนที่งอกเงย และมุ่งความสนใจไปยังสิ่งที่ต้องการมากกว่า   ดังนั้น  จึงไม่แปลกที่คนรวยยิ่งรวยขึ้น  คนจนยิ่งจนลง  หากคุณมีสติและกลับทิศทางของความคิดที่คุณกำลังมุ่งความสนใจได้  คุณก็สามารถเป็นคนรวยคนต่อไปได้ครับ

-คุณเป็นเหตุ  ไม่ใช่เป็นผล
       ชีวิตของคุณเป็นอย่างไร  เป็นผลที่เกิดในชีวิตโดยมีตัวคุณเป็นเหตุ  ดังนั้น  คุณจึงต้องรู้จักแยกสมการระหว่างตัวคุณคือเหตุ และผลลัพธ์ของชีวิตคุณคือผล  ถ้าคุณต้องการเปลี่ยนผลลัพธ์  คุณก็ต้องเปลี่ยนตัวคุณซึ่งเป็นเหตุก่อน  โดยเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจก่อนว่า  ความร่ำรวยเริ่มต้นจากความนึกคิด  ไม่ได้เริ่มจากสมุดบัญชีเงินฝาก  ถ้าความมั่งคั่งเป็นสิ่งที่คุณต้องการ  คุณก็ต้องมีพิมพ์เขียวทางการเงินของผู้มั่งคั่ง  อย่ามีพิมพ์เขียวของคนจน  อย่ามีพิมพ์เขียวของนักกู้ที่มีหนี้สินรุงรัง   คุณคงเคยเห็นสามล้อถูกรางวัลที่หนึ่ง  สามปีผ่านไปกลับมาจนเหมือนเดิม  หรือนักมวยเหรียญทองโอลิมปิคบางคน ไม่สามารถรักษาเงินสามสิบสี่สิบล้านไว้ได้  นั่นเป็นเพราะพิมพ์เขียวทางการเงินของพวกเขามีปัญหานั่นเอง  ถ้าคุณต้องการเป็นคนมั่งคั่ง  คุณคิดว่าคุณคู่ควรกับเงินจำนวนเท่าไหร่  จงยกระดับความคู่ควรของคุณอย่างต่อเนื่อง  จงสร้างความรู้สึกคู่ควรกับการมีรายได้หลักแสนจนถึงหลักหลายแสนต่อเดือน  เพราะเงินแต่ละระดับจะมาหาคนที่เชื่อและรู้สึกว่าเขาคู่ควรเท่านั้น

-สร้างความมั่งคั่งจากจินตนาการ

      ไอสไตน์บอกว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ซึ่งใช้ได้กับการสร้างความมั่งคั่งด้วย  ถ้าคุณไม่มีจินตนาการ  ก็เท่ากับว่าคุณให้อดีตของคุณนำพาปัจจุบันและอนาคตของชีวิต  ชีวิตคุณก็จะไม่ได้อะไรที่แตกต่างจากอดีต  ดังนั้น  จงกล้าที่จะจินตนาการ  มองให้เห็นภาพคนสำเร็จในตัวคุณ  เข้าให้ถึงความรู้สึกว่าคุณมั่งคั่ง  จากนั้นลงมือทำอย่างมุ่งมั่น  ในที่สุด คุณก็จะเป็นเจ้าของชีวิตที่มีเงินมีทองมากขึ้น  มีชีวิตที่มีความหมายมากขึ้น  มีความสำเร็จและมีความสุขที่มากขึ้นอย่างแน่นอนครับ

วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2558

6 ขั้นตอนในการแปรเปลี่ยนปณิธานไปเป็นเงินทอง

ต่อไปนี้คือหลักปฏิบัติ 6 ประการที่จะทำให้คุณบรรลุปณิธานแห่งความปณิธาน

  1. ระบุจำนวนเงินที่คุณต้องการไว้ในใจให้ชัดเจน  การพูดง่ายๆ กว้างๆ ว่า "ฉันต้องการเงินมากๆ" นั้นไม่เพียงพอ  จงระบุจำนวนเงินที่แน่นอนลงไปเลย (เพราะนี่คือเหตุผลทางจิตวิทยา) 
  2. กำหนดสิ่งที่คุณตั้งใจจะทำเพื่อให้ได้เงินมาตามที่ปรารถนา (ในโลกแห่งความเป็นจริงไม่มีคำว่า "ได้อะไรมาฟรีๆ)
  3. ระบุวันที่แน่นอนในการที่จะได้ครอบครองเงินที่ปรารถนา
  4. สร้างสรรค์แผนการที่จะทำให้ปณิธานบรรลุผลสำเร็จ  และเริ่มลงมือทันทีไม่ว่าคุณจะพร้อมหรือไม่ก็ตาม  เพื่อให้มีผลในทางปฏิบัติ
  5. เขียนมันลงไป  เขียนข้อความที่ชัดเจนแลกระชับถึงจำนวนเงินที่ต้องการได้  กรอบเวลาในการดำเนินการ  ระบุเกี่ยวกับสิ่งที่จะทำเงินให้คุณ  และรายละเอียดของแผนการที่คุณได้ตระเตรียมไว้
  6. อ่านข้อความที่คุณขียนออกมาดังๆ วันละสองเวลา ก่อนเข้านอน และหลังตื่นนอนตอนเช้า  ขณะที่อ่าน  จงสร้างมโนภาพ  สร้างความรู้สึกและความเชื่อว่าตนเองได้ครอบครองเงินนั้นเรียบร้อยแล้ว
    การปฏิบัติตามคำแนะนำทั้ง 6 ขั้นตอนนั้นมีความสำคัญมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนที่ 6 จงตั้งใจปฏิบัติตาม  คุณอาจข้องใจว่ามันไม่น่าเป็นไปได้ที่จะ "เห็นตัวเองครองครองเงิน" นั้นแล้ว  ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้มาจริงๆ แต่นี่คือวิธีการที่ปฎิธานอันแรงกล้าจะเข้ามาช่วยคุณ  ถ้าคุณคั้งความปรารถนาในเรื่องเงินทองด้วยความกระตือรือร้นจนกระทั่งมันครอบงำจิตใจแล้ว  คุณก็จะได้มันมาโดยไม่ยากลำบากนัก  วัตถุประสงค์ของการสร้างความต้องการเงินและกำหนดวิธีการที่จะได้เงินมานี้ก็คือ  การทำให้คุณชักจูงตัวเองว่าจะต้องได้เงินนั้นมาให้ได้

    สำหรับคนที่ไม่ได้ร่ำเรียนมาทางด้านจิตวิทยา  อาจคิดว่าคำแนะนำนี้ดูไม่น่าจะมีผลในทางปฏิบัติ  แต่คุณจะมั่นใจขึ้น  ถ้ารู้ว่าผู้ที่ถ่ายทอดข้อมูลนี้ให้ผลคือ  แอนดรูว์  คาร์เนกี  ผู้ที่สร้างตัวจนประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของคนอเมริกัน  คาร์เนกีเริ่มงานจากกรรมกรธรรมดาๆ คนหนึ่งในโรงงานถลุงเหล็กทั้งๆ ที่เริ่มจากงานที่ต่ำต้อย  แต่เขาสามารถนำหลักการเหล่านี้ไปสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้ตนเองได้มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์  (คิดเป็นเงินในปัจจุบันถึง 20000 ล้านดอลลาร์)

   และคุณจะยิ่งเชื่อมั่นมากขึ้นเมื่อทราบว่า  ยอดนักประดิษฐ์และนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ โทมัส เอ. เอดิสัน  ได้พิจารณาคำแนะนำทั้งหกนี้อย่าละเอียดถี่ถ้วนแล้ว  เขาจึงได้ประทับรับรองคำแนะนำนี้  และกล่าวว่า  มันไม่ใช่แค่ขั้นตอนของการทำเงินเท่านั้น  แต่เป็นขั้นตอนของการบรรลุผลสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายใดๆ ก็ตาม  

ขอบคุณหนังสือ think & Growth rich  Napaleon Hill

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ข้อคิด คำคม : Think 2 Rich

     “ความคิดของคุณทำให้คุณตกอยู่ในปัญหา ก็ความคิดของคุณนั่นแหละ ที่จะทำให้คุณออกมาจากปัญหาได้”

           คนที่เจออุปสรรคจากเหตุการณ์ในชีวิตแบบเดียวกัน  แต่ไม่เสมอไปที่จะรู้สึกว่าเป็นปัญหาเหมือนกัน บางคนยิ่งเจออุปสรรค ยิ่งฮึดสู้ บางคนเจอแล้วถอดใจ จงจำไว้ว่า เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับชีวิตของคุณมีค่าเป็นกลางเสมอ มันขึ้นอยู่กับความคิดของคุณว่าจะตีความหมายไปทางด้านไหน  หากคุณตีความไปด้านที่เป็นปัญหา เป็นตัวเหนี่ยวรั้ง คุณก็จะไม่มีพลังที่จะไปต่อ ในทางตรงกันข้าม หากคุณเปลี่ยนมุมมองความคิด คิดไปในด้านที่เป็นโอกาสแห่งความท้าทาย  มองว่าปัญหาเป็นเรื่องชั่วคราว และมองให้เห็นหนทางที่จะไปต่อ คุณก็จะมีพลังเคลื่อนไปข้างหน้าได้ มันเป็นสิทธิ์ในการเลือกที่จะคิดของคุณ

  “เมื่อใดก็ตาม ที่คุณได้เห็นคนผู้หนึ่งประสบความสำเร็จ นั่นแสดงว่าเขาได้กระทำการตัดสินใจที่กล้าหาญแล้ว”

        ทุกๆความสำเร็จที่ใครก็ตามสร้างขึ้นมาได้ ย่อมต้องเกิดจากการตัดสินใจที่กล้าหาญว่า จะยินดียืนหยัดเพื่อก้าวผ่านอุปสรรคปัญหาที่ขวางกั้น เพราะหากคุณไม่ตัดสินใจที่จะสำเร็จ คุณก็จะไม่มีวันที่จะมีความมุ่งมั่นทุ่มเท คุณจะมีข้ออ้าง ข้อแม้เต็มไปหมด ดังนั้น เมื่อคุณเห็นคนอื่นประสบความสำเร็จ ขอให้เชื่อว่าคุณก็ประสบความสำเร็จได้ ขอเพียงคุณตัดสินใจอย่างกล้าหาญเช่นเดียวกับเขา

“ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณเห็น เริ่มต้นมาจากความคิดในหัวของใครสักคน”

     ทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์สร้างขึ้นมา ล้วนแล้วแต่เกิดจากการสร้างสองครั้งเสมอ  ครั้งที่หนึ่งสร้างในจินตนาการ โดยมีความชัดเจนในใจ จดจ่อมองเห็นภาพและรู้สึกถึงมัน  และครั้งที่สองคือการลงมือทำให้มันกลายเป็นจริง ดังนั้น หากคุณต้องการบรรลุเป้าหมาย คุณจึงต้องเริ่มต้นอย่างมีจุดหมายที่ชัดเจนภายในก่อน มองให้เห็นภาพ ฟังให้ได้ยินเสียงและเข้าให้ถึงอารมณ์ความรู้สึก จากนั้นลงมือทำอย่างเข้มข้น คุณก็จะสร้างสิ่งนั้นให้เกิดขึ้นในโลกภายนอกได้

พฤติกรรมของผู้นำที่มีประสิทธิภาพ

   วันนี้จะว่ากันถึงเรื่องพฤติกรรมของผู้นำที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับคุณ ระหว่างอ่านไป  ขอให้ประเมินตนไปด้วยว่า ในแต่ละพฤติกรรมที่ระบุไว้  มันมีอยู่ในตัวคุณมากน้อยแค่ไหน  เชิญติดตามได้เลยครับ

       ว่ากันว่าระดับความสำเร็จของคุณ   ขึ้นอยู่กับระดับความเป็นผู้นำของตัวคุณ  ซึ่งแต่ละระดับที่คุณจะก้าวขึ้นไป  ก็ต้องมีคุณสมบัติบางอย่างที่เพิ่มขึ้นจากเดิม  ดังนั้น พัฒนาการของการเป็นผู้นำ จึงเริ่มจากพื้นฐานบางเรื่องที่คุณต้องมีความเด่น   จนคุณก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำระดับกลางและก้าวต่อไปจนเป็นผู้นำระดับสูง   ซึ่งคนที่จะเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพนั้น  จะต้องมีความเก่งในสามเรื่องหลักๆ   ได้แก่  ความฉลาดเรื่องคน  มองโลกในแง่ดีและเป็นมืออาชีพ  ในฉบับนี้  ผมจะขยายความเกี่ยวกับความเก่งทั้งสามด้านของผู้ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำก่อน  ดังนี้ครับ

-ความฉลาดเรื่องคน 

      คนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำได้  ต้องมีทักษะในเรื่องคน  ซึ่งความเก่งด้านนี้มี  3 ส่วนหลักๆได้แก่

      1.รู้จักตนเอง 

     รู้จักตัวตนที่แท้จริงของตนเอง  รู้ถึงจุดแข็งจุดอ่อนและรู้ว่าตัวคุณมีผลต่อผู้อื่นอย่างไร คุณต้องรู้จักที่จะนำจุดแข็งมาใช้ในการสร้างผลงานและพัฒนาจุดแข็งของคุณให้เด่นชัดยิ่งขึ้นจนมีความแตกต่างจากผู้อื่นอย่างชัดเจน  ในขณะเดียวกัน  จงระมัระวังจุดอ่อนของคุณ  อย่าให้มันสร้างความเสียหายต่องาน ต่อผู้อื่นและต่อองค์กร  ในขณะเดียวกัน  คุณต้องหาทางลดจุดอ่อนที่สำคัญๆโดยเฉพาะจุดอ่อนในเชิงบุคลิกภาพ  พร้อมๆกับการทำให้ตัวคุณอยู่ในเนื้องานที่คุณได้ใช้จุดแข็งเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อผู้คนและต่อองค์กรให้ได้มากที่สุด

      2. รู้จักคนอื่น

          คนแต่ละคนมีบุคลิกภาพที่แตกต่างกัน  มีจุดอ่อนจุดแข็งที่ไม่เหมือนกัน   มีความฝัน  มีแรงบันดาลใจที่แตกต่าง   มีความเข้าใจเรื่องราวเร็วช้าต่างกัน  อีกทั้งมีค่านิยม  มีวิถีการดำรงชีวิตและช่องทางการรับข่าวสารทางรูป รส กลิ่น เสียงและ สัมผัสที่แตกต่าง  ถ้าคุณเข้าใจและรู้จักคนอื่นในแง่มุมเหล่านี้  คุณก็จะสร้างอิทธิพลเหนือคนอื่นได้  นอกจากนั้น  คุณยังต้องรู้จักใช้จุดแข็งของคนอื่นมาช่วยสร้างสรรค์งาน และหาทางพัฒนาอย่าให้จุดอ่อนของคนอื่นทำให้งานเสียหาย

 3.รู้จักวิธีขายความคิดหรือโน้มน้าวจูงใจผู้อื่น

          คนที่จะเป็นผู้นำ  ต้องเก่งในการสื่อสัมพันธ์กับผู้คน  เพื่อให้คนที่อยู่ในฐานะเป็นลูกน้อง เป็นดาวน์ไลน์ เพื่อนร่วมงาน เป็นไซด์ไลน์ หรือเป็นผู้บังคับบัญชาหรือเป็นอัพไลน์  เห็นด้วยและสนับสนุน  รวมถึงการทำให้เกิดบรรยากาศการทำงานที่มีพลัง  ซึ่งต้องใช้ความเก่งในด้านรู้จักคนอื่นและมีทักษะด้านการสื่อสารที่ดีประกอบกัน

-มองโลกในแง่ดี

        ผู้นำที่ดีจะต้องมีมุมมองต่อโลกในเชิงบวก  ไม่ใช่คนประเภทคิดลบ  จับผิดหรือกรองสิ่งผิดก่อนเสมอ  ซึ่งการเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี  จะต้องเป็นคนที่มีพื้นฐานของการเป็นคนมีความหวังในชีวิต  มีแรงผลักดัน  มีความยืดหยุ่นที่เหมาะสมในการใช้ชีวิต  มองหาทางออกของปัญหา  ไม่ใช่นั่งทับปัญหา  รู้จักเก็บอารมณ์  มองเห็นโอกาสในวิกฤติ  มีความเข้าใจความเป็นธรรมชาติของสรรพสิ่ง  มีมุมมองต่อปัญหาว่าเป็นเรื่องที่แก้ไขได้  ไม่ใช่เรื่องถาวรตลอดไป  รู้จักแยกแยะว่าอะไรคือสิ่งที่เราควบคุมได้และ อะไรเป็นสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา และจดจ่อไปยังปัจจัยที่เราเป็นผู้ควบคุม  ซึ่งในที่สุด จะส่งผลให้ปัญหาที่เราควบคุมไม่ได้ลดน้อยลง

-มีความเป็นมืออาชีพ

     คนที่เริ่มยกระดับสู่การเป็นผู้นำ  จะมีคนประเมินให้คะแนนว่าจะยอมรับให้นำหรือไม่อยู่ตลอดเวลา   ดังนั้น  จึงจำเป็นต้องแสดงบางสิ่งบางอย่างที่บ่งบอกความเป็นมืออาชีพออกมา ตั้งแต่การเรียนรู้จนเข้าใจธุรกิจที่คุณทำอย่างแตกฉาน  พูดจาแสดงออกถึงความรู้จริง ไม่พูดมั่วๆหรือไร้แก่นสาร เรียนรู้การนำอย่างถูกต้อง  รู้ว่าการนำเริ่มต้นจากการยอมรับในบุคลิกภาพทั้งภายในและภายนอก    คุณเป็นคนดูแลตัวเองดีหรือเปล่า  นิสัยใจคอเป็นอย่างไร  มีจิตใจที่ให้ความเป็นธรรมแก่คนอื่น  หรือเอารัดเอาเปรียบ  นิสัยแบ่งปันหรือเห็นแก่ตัว  ไว้วางใจได้แค่ไหน  นอกจากเรื่องบุคลิกภาพแล้ว  คุณยังจำเป็นต้องเป็นคนมีความสามารถและมีผลงานด้วย  ไม่ใช่เก่งแต่พูด หรือหน้าตาดี จิตใจดีอย่างเดียว

    ดังนั้น  จงจำไว้ว่า   หากคุณต้องการไต่ระดับบันไดผู้นำ  ขอให้เริ่มไต่ด้วยการวางรากฐานที่แข็งแรงก่อน  รากฐานที่แข็งแรงของผู้ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ  ก็เกี่ยวกับเรื่องราวทั้งหมดที่ผมได้แบ่งปันไปข้างต้น  อยากเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพจริง  กลับไปอ่านทวนอีกรอบนะครับ  ผมมั่นใจว่าคุณจะสามารถเป็นผู้นำที่ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน

ข้อคิดคำคม : Think 2 Rich

  “  ราคาของความยิ่งใหญ่คือความรับผิดชอบต่อชีวิตของตนเอง 100% ”

       การที่คุณจะกลายเป็นคนประสบความสำเร็จในชีวิตได้จนสามารถรับผิดชอบชีวิตตนเองและชีวิตของคนที่คุณรักได้ดีนั้น   คุณต้องยอมจ่ายราคาเพื่อความสำเร็จ  และหนึ่งประเด็นหลักของการจ่ายราคาก็คือ  การเป็นคนรับผิดชอบต่อความสำเร็จของตนเอง  โดยไม่ฝากชีวิตไว้กับคนอื่น  ไม่โทษสิ่งนอกตัวว่าเป็นต้นเหตุของความผิดพลาด ไม่หาข้ออ้างเพื่อมารองรับการกระทำหรือไม่กระทำของตนเอง ยึดมั่นอยู่กับการทำสิ่งที่ตัวคุณควบคุมได้ให้ดีที่สุดและทำให้มันดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา

  “ คุณต้องเป็นคนอย่างที่คุณต้องการเป็นจริงๆก่อน  จากนั้นก็ทำในสิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำ เพื่อจะได้มาซึ่งสิ่งที่คุณต้องการมี”

          การสร้างความสำเร็จในชีวิต  ก็มีลำดับขั้นตอนที่ให้ผลเช่นเดียวกับการทำกับข้าวหรือชงกาแฟที่คุณคุ้นเคย  ถ้าลำดับผิด  คุณจะไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีได้  ในการสร้างความสำเร็จนั้น  คุณต้องเริ่มจากการพัฒนาความสามารถตัวคุณก่อน  พร้อมๆกับการพัฒนาคุณลักษณะของตัวคุณไปด้วย  จากนั้นคุณต้องเอาความสามารถไปลงมือทำในทุกสิ่งที่จำเป็นต้องทำ  ไม่ใช่ทำเฉพาะเรื่องที่คุณพอใจทำ  หากคุณยืนหยัดทำวงจรนี้อย่างต่อเนื่อง  คุณก็จะได้ทุกสิ่งที่คุณต้องการ

 “ ผมไม่รู้ว่ามีความจริงอะไรที่จะให้กำลังใจได้มากไปกว่าความจริงที่ว่า มนุษย์มีความสามารถอย่างไม่ต้องสงสัย ที่จะทำให้ชีวิตของเขาสูงขึ้นได้โดยความพยายามอย่างตั้งใจ”

      มนุษย์ทุกคนที่มีชีวิตที่ดี   ล้วนเป็นคนตั้งใจที่จะทำให้ชีวิตของตนเองดี  โดยเริ่มจากการตั้งใจทำสิ่งที่ดีขึ้นๆให้แก่ชีวิตตนเองทุกๆวัน  และมีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่า  ความตั้งใจและความพยายามที่ต่อเนื่อง  จะทำให้ชีวิตดีขึ้นอย่างแน่นอน
นี่เป็นความจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์อีกแล้ว  ขอให้คุณใช้เป็นกำลังใจในการสร้างความสำเร็จของชีวิตได้เลย

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ขั้นตอนสู่ความสำเร็จที่คนสำเร็จทั่วโลกใช้กัน

ขั้นตอนสู่ความสำเร็จที่คนสำเร็จทั่วโลกใช้กัน และเป็นขั้นตอนที่ถ้าใครทำตามนี้อย่างต่อเนื่อง รับประกันว่า สำเร็จอย่างแน่นอน เชิญติดตามอ่านเลยนะครับ

 นตอนที่ 1 รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ

          คนสำเร็จทุกคนต้องเริ่มที่ขั้นตอนนี้ก่อน นั่นคือรู้ว่าตัวเองต้องการอะไรจริงๆ  เพราะบางสิ่งที่คุณคิดว่าคุณต้องการ แต่ลึกๆแล้วคุณไม่ได้ต้องการมันจริงๆ  คุณก็จะไม่ยอมแลก ไม่ยอมจ่ายราคา  คุณมักจะไปทำอีกอย่างที่ไม่เกี่ยวกับการบรรลุเป้าหมายที่คุณบอกว่าคุณต้องการ  ดังนั้น  โปรดถามใจตัวเองดูให้แน่นอนเสียก่อนว่า อะไรคือสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ
จากนั้น มองให้เห็นภาพของการบรรลุสิ่งนั้น  เข้าให้ถึงอารมณ์ความรู้สึกว่าได้ครอบครองแล้วและฟังให้ได้ยินเสียงที่บอกกับตัวเองเมื่อคุณได้ในสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ

ขั้นตอนที่ 2  หากลวิธีในการทำ

           ทุกๆเป้าหมาย ล้วนแล้วแต่มีกลวิธีที่นำพาคุณไปสู่เป้าหมาย  คุณต้องหากลวิธีจากคนที่ทำสำเร็จมาก่อนเป็นพื้นฐาน  จากนั้นปรับเปลี่ยนให้มันเหมาะกับกาลเวลาและเหมาะกับตัวคุณ  อย่าข้ามขั้นตอนนี้ไปสู่การลงมือทำเลย  เพราะถ้าข้ามขั้นตอนนี้ ไป นั่นก็หมายถึงคุณลงมือทำแบบมั่วๆ  ทำให้คุณเหนื่อยแต่จับแก่นสารอะไรไม่ได้เลย

ขั้นตอนที่ 3 ลงมือทำ

         คนสำเร็จทุกคนต้องมีความสามารถในการทำให้ตัวเองลงมือทำได้อย่างสม่ำเสมอ  ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง  ไม่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ  เป็นคนที่มีวินัยในการลงมือทำ  เพราะถ้าคุณไม่ลงมือทำ  คุณก็จะไม่ได้ระยะทาง  และไม่ได้บทเรียนเพื่อปรับแก้ในเชิงปฏิบัติ  คุณจะยังคงนั่งหวังผลเลิศอยู่  จนทำให้เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์  ดังนั้น  คุณจึงต้องกล้าๆลงมือทำอย่างทุ่มเทและต่อเนื่อง  เพื่อให้รู้กันไปเลย  ถ้าได้ผล  ก็ลุยต่อแบบมีกำลังใจ  ถ้าไม่ได้ผล  ก็ปรับปรุงปรับเปลี่ยนเพื่อไปต่อ  การสร้างความสำเร็จ  มันมีเพียงแค่นี้จริงๆ  ไม่มีอะไรซับซ้อน

 -ขั้นตอนที่ รู้ว่าคุณกำลังได้รับผลลัพธ์อะไรอยู่

            เมื่อคุณลงมือทำไปแล้ว  คุณต้องสามารถประเมินรู้ว่าวิธีที่คุณใช้  พลังที่คุณใส่เข้าไป  มันกำลังให้ผลอะไร
ถ้าได้ผลเป็นการพาคุณเข้าใกล้เป้าหมายที่คุณต้องการจริงๆ  ก็ถือว่ามาถูกทางแล้ว  แต่ถ้ามันไม่ทำให้คุณขยับไปข้างหน้าเลย  คุณก็ต้องนั่งวิเคราะห์เพื่อหาให้เจอว่า  มีตรงไหนที่มันยังไม่ใช่  เพื่อปรับเปลี่ยนให้มันใช่  ถ้าประเมินได้เร็ว  คุณก็จะปรับเปลี่ยนได้เร็ว  ทำให้คุณไม่เสียเวลา  ไม่สูญเสียทรัพยากรและไม่เสียกำลังใจมากเกินไป

-ขั้นตอนที่ ปรับเปลี่ยนกลวิธีและลงมือทำใหม่

            เมื่อคุณประเมินแล้ว  หากกลวิธีเดิมที่คุณใช้อยู่  ไม่สามารถให้ผลลัพธ์ตามที่คุณต้องการได้  คุณก็ต้องหาทางปรับเปลี่ยนกลวิธีใหม่  และลงมือทำอีกครั้ง   เมื่อลงมือทำด้วยกลวิธีใหม่แล้ว  คุณก็ประเมินอีกเพื่อให้รู้อยู่ตลอดเวลาว่า กลวิธีที่ใช้อยู่ของคุณได้ผลหรือไม่ได้ผล


        หากคุณต้องการประสบความสำเร็จจริงๆ   ไม่ต้องไปหาเทคนิคพิศดารที่ไหน  ขอให้คุณทำตาม  5 ขั้นตอนสู่ความสำเร็จที่เศรษฐีทั่วโลกเขาใช้กัน   ทำให้เป็นนิสัยและเป็นวินัยแห่งการสร้างชีวิต  ผมมั่นใจว่าคุณจะเป็นเจ้าของความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอนครับ

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2558

Sale Tips 10 ปุ่มร้อนของผู้มุ่งหวัง กดให้ถูกปุ่ม ก็เพิ่มโอกาสในการขายได้

10 ปุ่มร้อนของผู้มุ่งหวัง  กดให้ถูกปุ่ม  ก็เพิ่มโอกาสในการขายได้

1.       เงิน     สิ่งที่คุณนำเสนอทำให้ผู้มุ่งหวังได้เงินเพิ่มขึ้นหรือประหยัดเงินให้กับเขาหรือไม่
2.       ความมั่นคง   ซื้อสินค้าของคุณ นำพาความมั่นคงและความปลอดภัยให้แก่ผู้มุ่งหวังหรือไม่
3.       การมีคนชอบ    ถ้าเขาใช้สินค้าของคุณ จะมีคนชอบเขามากขึ้นหรือไม่
4.       สถานภาพและศักดิ์ศรี   ใช้สินค้าของคุณแล้ว  ทำให้เขาดูดีมีชาติตระกูล และมีความภาคภูมิใจในตัวเองหรือไม่
5.       สุขภาพ   สินค้าของคุณทำให้เขามีสุขภาพที่ดีขึ้นหรือไม่
6.       การยกย่องและการยอมรับ   ใช้สินค้าของคุณแล้ว เขาจะได้รับเกียรติ  ได้รับการชื่นชม ยกย่องและให้การยอมรับหรือไม่
7.       ความรักและมิตรภาพ    ใช้สินค้าของคุณแล้ว  เขาจะได้เข้าร่วมสังคมที่ดี  มีความรักและมิตรภาพดีๆให้กันและกันหรือไม่
8.       การเป็นนายของตัวเอง   หากตัดสินใจเลือกทางเลือกที่คุณเสนอ  จะทำให้เขามีโอกาสเป็นนายของตัวเอง  ไม่ต้องให้ใครคอยชี้นิ้วสั่งหรือไม่
9.       การพัฒนาเปลี่ยนแปลงตนเอง   การใช้สินค้าของคุณหรือเข้าร่วมกิจกรรมกับคุณ  ส่งเสริมให้เขาได้มีโอกาสพัฒนาเปลี่ยนแปลงตนเอง  ให้มีบุคลิกภาพที่ดีขึ้น  มีความสามารถที่สูงขึ้นและเป็นคนที่เก่งขึ้นหรือไม่
10.   รางวัลและการเติบโต     สินค้าที่คุณนำเสนอส่งเสริมให้เขาเจริญเติบโตขึ้น   ประสบความสำเร็จมากขึ้นและได้รับรางวัลที่มากขึ้นหรือไม่
    ทั้งหมดที่ว่ามานี้คือ 10 ปุ่มร้อนของผู้มุ่งหวัง   ถ้าคุณประเมินออกว่าใครต้องการปุ่มไหน  เวลานำเสนอโอกาสทางธุรกิจหรือนำเสนอสินค้า  กดให้ถูกปุ่มแล้วขยี้ให้ถึงอารมณ์   คุณก็จะมีสถิติการขายที่ดีขึ้นหลายเท่าตัวครับ

ข้อคิด คำคม

 “  ชีวิตจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง   จนกว่าความเจ็บปวดจากความนิ่งเฉย  จะมากกว่าความเจ็บปวดจากการเปลี่ยนแปลง
       มนุษย์ทุกคนจะมีพื้นที่ที่ตัวเองสบายใจเมื่อเปรียบเทียบกับการต้องเปลี่ยนแปลง  คนส่วนใหญ่จึงยอมอดทนกับการอยู่กับสภาวะเดิมๆ   แม้ว่าสภาวะนั้นจะไม่ใช่สภาวะที่มีความภาคภูมิใจหรือรู้สึกดีกับตัวเองก็ตาม   อย่างไรก็ตาม  หากใครทนจนมาถึงขั้นพอกันทีกับชีวิตเดิมๆหรือกับสิ่งเดิมๆ  และเข้าถึงอารมณ์แห่งความเจ็บปวดถ้าต้องอยู่ในสภาพเดิม  คนผู้นั้นก็จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตนเอง  กล้าที่จะเลือกและทำในสิ่งใหม่ๆ

           คุณจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดของคนอื่น  เมื่อคุณได้ให้สิ่งที่ดีที่สุดของคุณออกไป
       ในการสร้างความสำเร็จของชีวิตมนุษย์นั้น   หัวใจสำคัญอยู่ที่การสร้างสมดุลของการเป็นผู้ให้และเป็นผู้รับ
หากเราให้อย่างเดียวโดยไม่เป็นผู้รับที่ดี  ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ  และที่หนักไปกว่านั้นก็คือ  หากเราจ้องจะเป็นผู้รับอย่างเดียวโดยไม่ยอมเป็นผู้ให้เลย  ก็ยิ่งยากกว่า   ดังนั้น  ความสำเร็จของคุณจึงเริ่มจากการเป็นผู้ให้ของคุณก่อน  และหากคุณให้สิ่งที่ดีที่สุดในตัวคุณแก่คนอื่นหรือแก่ตลาดที่คุณให้บริการ     ในเชิงผลสะท้อนกลับนั้น  คนอื่นหรือตลาดก็จะส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดกลับคืนมาให้แก่คุณเช่นเดียวกัน  ในทางตรงกันข้าม  หากคุณกั๊กไม่จริงใจและเล่นไม่เต็มร้อย  คุณก็จะได้รับกลับไม่เต็มร้อยเช่นเดียวกัน

          ชีวิตเหมือนภาพเขียนขนาดใหญ่  และคุณควรใช้สีทั้งหมดที่คุณมีสร้างสรรค์มันขึ้นมา

      ชีวิตที่ดีในแบบที่คุณต้องการ  คุณต้องเป็นคนออกแบบและวาดภาพออกมาให้ได้   เปรียบไปก็เหมือนกับการวาดภาพขนาดใหญ่  ที่จะต้องมีองค์ประกอบของภาพหลายๆส่วน  การจะวาดภาพให้สวยงามและมีความหมายที่ดีนั้น นอกจากคุณจะต้องมีฝีมือในการวาดภาพแล้ว  คุณยังต้องใช้สีที่คุณมีทั้งหมดเพื่อสร้างสรรค์งานอย่างเต็มที่   เช่นเดียวกัน  ในขณะที่คุณกำลังขึ้นรูปชีวิตของคุณ  คุณก็ต้องดึงศักยภาพของคุณออกมาใช้อย่างเต็มที่  เพื่อให้คุณกลายเป็นคนที่ดีที่สุดเท่าที่คุณจะสามารถเป็นได้

ความคิด : 9 พื้นฐานสำคัญสู่ความสำเร็จในชีวิต

 “ความคิด 9 พื้นฐานสำคัญสู่ความสำเร็จในชีวิต“ 


    1.จงทำให้ตัวคุณหลงใหลในธุรกิจ
           หากคุณรักในธุรกิจที่คุณทำจนถึงขั้นหลงใหล  คุณจะมีความรู้สึกดีกับตัวคุณเอง  กับคนที่คุณเกี่ยวข้องด้วยในธุรกิจคุณจะรู้สึกดีต่อบริษัท  ต่อสินค้า  ต่อกิจกรรมที่จัดขึ้นมาและต่อเนื้องานที่คุณทำในแต่ละวัน   ลองคิดถึงอารมณ์แห่งความหลงใหลบางสิ่งบางอย่างที่ผ่านมาของคุณดู  คุณจะยอมให้เวลากับสิ่งนั้นอย่างไม่รู้สึกเหนื่อย  คุณมีความสุขเมื่อได้อยู่ใกล้  เมื่อได้ทำในสิ่งนั้นๆ   คุณจะยอมทุ่มเทพัฒนาตนเองให้เก่งขึ้นและเก่งขึ้น  คุณไม่เคยรู้สึกฝืนใจ มีแต่อารมณ์ความต้องการและถวิลหาที่จะทำ  ถ้าคุณทำให้ตัวเองหลงใหลในธุรกิจได้  คุณก็จะมีพลังในการขับเคลื่อนแบบสุดๆไปเลย

 2.จงตัดสินใจให้แน่นอนว่า คุณต้องการอะไร
       การตัดสินใจให้แน่นอนว่าอะไรคือสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ  จะทำให้คุณมีทิศทางและความชัดเจน  ซึ่งจะเป็นพลังสำคัญที่จะทำให้คุณเตรียมการ  ยอมทุ่มเทและยืนหยัดจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย

3.จงหนุนเป้าหมายด้วยการไม่ยอมแพ้และมุ่งมั่น
       เมื่อคุณมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว  คุณต้องยืนหยัดโดยการทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องทำเพื่อให้คุณเคลื่อนไปข้างหน้า
การที่คุณไม่ยอมแพ้และยังคงมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่อง  ถือเป็นอุปนิสัยสำคัญที่จะส่งเสริมให้คุณประสบความสำเร็จ

4.จงทุ่มเทให้กับการเรียนรู้ตลอดชีวิต
       คนทุกคนในโลกใบนี้  ยังมีสิ่งที่ควรเรียนรู้อีกมากมาย  หากต้องการความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่  คุณจึงควรเรียนรู้ในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความสำเร็จของชีวิตของคุณอย่างต่อเนื่อง  เมื่อคุณยกระดับความสามารถของตนเอง  คุณก็จะส่งมอบคุณค่าให้แก่ผู้อื่นได้มากขึ้นและความสำเร็จของคุณก็จะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

5.จงใช้เวลาของคุณอย่างคุ้มค่า
       ทุกคนได้รับเวลามาเท่ากันต่อวัน  หากคุณใช้เวลาอย่างไม่คุ้มค่า  ใช้ไปกับกิจกรรมที่ไม่ส่งเสริมความก้าวหน้าให้กับตัวคุณ
คุณจะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต  ดังนั้น  คุณจึงต้องใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด  จงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับกิจกรรมที่ทำให้คุณเคลื่อนที่ไปเข้าใกล้เป้าหมายของคุณทุกๆวัน

6.จงทำตามผู้นำ
     คุณต้องเลือกผู้นำที่เป็นแบบอย่างแห่งความสำเร็จในดวงใจของคุณ  จากนั้นจงทำตามผู้นำ ทั้งการคิด  การพูด การใช้เวลาและการลงมือทำ  เพื่อให้คุณสามารถกลายเป็นผู้นำรุ่นถัดไปและมีคนอื่นมองคุณเป็นต้นแบบต่อไป

7.บุคลิกลักษณะคือทุกสิ่งทุกอย่าง
        คุณลักษณะในตัวคุณที่แสดงออกมาเป็นบุคลิกเป็นตัวกำหนดความสำเร็จในตัวคุณ  คุณมีบุคลิกลักษณะที่น่าเชื่อถือหรือไม่  ไว้วางใจได้ขนาดไหน  มีความซื่อสัตย์หรือไม่  เป็นผู้ฟังที่ดีระดับไหน  ใจสู้หรือเปล่า ล้วนแล้วแต่มีส่วนสำคัญต่อการสร้างความสำเร็จของตัวคุณทั้งสิ้น

8.ยิ่งให้ ยิ่งได้รับ
     หากคุณเป็นผู้ให้ก่อน  คุณย่อมได้ใจคน  ในที่สุดคุณย่อมได้รับกลับ  หากคุณจ้องจะเอาจากคนอื่น  ก็จะไม่มีใครทนอยู่กับคุณได้นาน

9.ยอมจ่ายราคา
      คุณต้องจ่ายราคาในรูปของการมุ่งมั่นเรียนรู้  การลงมือทำงานหนัก  การยืนหยัด การพัฒนาอุปนิสัยที่ดี และการเอาชนะอุปสรรคปัญหาที่ท้าทายคุณ   หากคุณไม่ยอมจ่ายสิ่งเหล่านี้ก่อน  คุณก็จะไม่ได้รับการคืนกลับในรูปของความสำเร็จ

     ลองให้คะแนนตัวคุณเองแบบไม่เข้าข้างดูครับว่า  ถ้าแต่ละพื้นฐานสำคัญคะแนนเต็มสิบ  คุณให้คะแนนตัวเองข้อละกี่คะแนนครับ

ทุนเรียนต่อเมืองนอก

E-Book แนะนำ รองรับโทรศัพท์มือถือ


กรอกข้อมูลเพื่อรับสิทธิพิเศษ