แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชีวิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชีวิต แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2558

วิธีบริหารสมองและจิตใจให้แจ่มใสและเตรียมพร้อมสำหรับท­­­ุกวัน



 เรียนรู้วิธีบริหารสมองและจิตใจให้แจ่มใสและเตรียมพร้อมสำหรับท­­­ุกวัน เพื่ออารมณ์ที่สดใสและสมองที่ปลอดโปร่ง

          รู้ไหมว่าจริง ๆ แล้ว การที่จะมีสุขภาพกายใจที่แข็งแรงและแจ่มใสนั้น ไม่ใช่เพราะการออกกำลังกายทางร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงการบริหารจิตอีกด้วย ซึ่งวิธีการบริหารจิตก็ไม่ใช่เรื่องยาก อย่างเช่นที่ นพ.สุรเกียรติ อาซานานุภาพ ได้เปิดเผยเอาไว้ในหนังสือหมอชาวบ้านครับ ขอบอกเลยว่าแต่ละวิธี ง่ายและดีต่อสุขภาพกายใจสุด ๆ เลย

          การบริหารจิตมีผลต่อสุขภาพกาย สมอง และจิตใจพอ ๆ กับการบริหารกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีผลต่อการพัฒนาสมองด้วยการกระตุ้นให้เกิดการ­­­งอกใหม่และการปรับวงจรใหม่ของเซลล์สมอง ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาจิตใจให้สมบูรณ์ และมีความสุขสงบเย็นอีกต่อหนึ่ง

การบริหารจิตควรทำให้เป็นกิจวัตรในชีวิตประจำวัน ซึ่งพอรวบรวมไว้ 10 วิธี ดังนี้

1. ออกกำลังกาย

          เช่น วิ่งเหยาะ เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิก ฝึกชี่กง รำมวยจีน (ไท่เก๊ก) ฝึกโยคะ เป็นต้น ในการออกกำลังกายสามารถบริหารจิตไปในตัว โดยการใช้สติระลึกรู้อยู่กับจังหวะการเคลื่อนไหว ในช่วงแรกอาจใช้วิธีนับ (เช่น นับซ้าย-ขวา นับ 1-2 หรือ 1 ถึง 10 กับจังหวะก้าว) เป็นตัวช่วย จนสติมั่น ก็ไม่ต้องนับ

2. นอนหลับให้เพียงพอ ประมาณ 6-8 ชั่วโมง

          การนอนหลับดีมีผลต่อการพัฒนาสมอง หลีกเลี่ยงการอดนอนและการมีอารมณ์เครียดติดต่อกันนาน ๆ เพราะมีผลลบต่อร่างกาย สมองและจิตใจ

3. บริโภคอาหารสุขภาพตามหลักธงโภชนาการ

          โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดหวาน มัน เค็ม หันมากินปลา กินผักและผลไม้ให้มาก ๆ ไขมันโอเมก้า 3 ในปลา (เช่น ปลาดุก ปลาซ่อน) มีผลดีต่อการสร้างเซลล์สมองใหม่ และหลีกเลี่ยงการบริโภคสุรา ยาสูบ และสารเสพติด

4. หมั่นเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ

          โดยการอ่าน การฟัง การค้นคว้า การหาประสบการณ์ใหม่ ๆ การคิดใคร่ครวญ การถาม การบันทึกตามหลัก "สุ. จิ. ปุ. ลิ." ควบคู่กับการฝึกใช้ความคิดเป็นประจำ เช่น การฝึกแก้ปัญหา การเล่นไพ่ การเล่นเกมต่าง ๆ

5. ฝึกสมาธิ

          เช่น ฝึกอานาปานสติ สวดมนต์ ไหว้พระ เดินจงกรม ทำละหมาด อธิษฐานจิตวันละอย่างน้อย 1-2 ครั้ง นานครั้งละ 5-10 นาที ช่วยให้จิตใจมั่นคงสงบนิ่ง ไม่วอกแวก ฟุ้งซ่าน ขาดสมาธิ หรือใจลอยง่าย ควรรักษาจิตที่นั่งแต่ตื่นรู้ไว้ตลอดเวลาของการปฏิบัติสมาธิ อย่าให้นานจนหลับหรือเข้าสู่ภวังค์ จะทำให้จิตเฉื่อยเนือย นำมาใช้งานในการรับรู้สิ่งเร้าอย่างรู้เท่าทันไม่ได้ ซึ่งต่างจากสติ

6. เจริญสติ-รู้ตัวกับอิริยาบถและกิจกรรมต่าง ๆ

          เช่น ระลึกรู้ตัวอยู่กับการนั่ง นอน ยืน เดิน การเคลื่อนไหวจังหวะขณะออกกำลังกายต่าง ๆ การทำกิจวัตรประจำวัน เช่น แปรงฟัน อาบน้ำ ดื่มน้ำ กินอาหาร เคี้ยวข้าว ล้างจาน กวาดบ้าน ถูบ้าน ซักผ้า รีดผ้า ให้มีความตื่นรู้อยู่กับปัจจุบันขณะ

          เมื่อจิตอยู่กับปัจจุบัน ก็จะสงบเย็น มีความสุข มีประสิทธิภาพในการทำกิจที่อยู่ตรงหน้า ไม่หวนคิดเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีต หรือคิดกลัวกังวลกับเรื่องอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ทำให้จิตใจฟุ้งซ่าน เป็นทุกข์ เครียด สูญเสียพลังสมองโดยเปล่าประโยชน์

7.ฝึกใช้ลมหายใจเป็นระฆังแห่งสติ

          เราสามารถตามรู้ลมหายใจเข้า-ออกในการทำอานาปานสติ ในการเจริญสติต่าง ๆ และอาจเสริมด้วยการตามรู้ลมหายใจเข้าออกที่เป็นธรรมชาติ ไม่ต้องปรุงแต่งลมหายใจให้ยาวให้ลึกกว่าปกติ เพียง 1-3 รอบ โดยเข้ากับออก 1 ครั้งเท่ากับ 1 รอบ โดยไม่ต้องหลับตา หรือบริกรรมแบบการทำสมาธิ

          ควรทำให้บ่อย ๆ เท่าที่รู้สึกตัวตั้งแต่ตื่นเช้าจนเข้านอน ทำจนเป็นนิสัย ต่อไปก็สามารถใช้ลมหายใจเพียง 1 รอบเป็นระฆังเตือนสติก่อนทำกิจกรรมต่าง ๆ เรียกว่า "ตั้งสติก่อนสตาร์ท" หรือเวลามีอารมณ์เครียดเกิดขึ้น ก็สามารถใช้ลมหายใจเตือนตัวเองให้เกิดสติรู้ตัว และควบคุมอารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้นให้ระงับบรรเทาหายไปได้ทันที

8. ฝึกพักใจและสมองเป็นระยะ ๆ ในแต่ละวัน

          เช่น หยุดคิด โดยหันมาชื่นชมธรรมชาติ หรือศิลปะ นานครั้งละ ½ ถึง 1 นาที, ตามดูห้วงว่างระหว่างความคิด ลมหายใจเข้าออกและเสียงต่าง ๆ, หามุมสงบในบ้าน ในที่ทำงาน หรือในสวน นั่งปล่อยวางอารมณ์อย่างเงียบ ๆ หรือตามรู้ลมหายใจประกอบ นาน 5-10 นาที เป็นต้น การพักใจและสมอง ช่วยให้มีพลังในการทำงานได้ไม่เหนื่อยล้า
9. เจริญปัญญาจากการสังเกตธรรมชาติของสรรพสิ่ง

          ว่าล้วนเกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัยมากมายที่มีการแปรเปลี่ยน ไม่คงที่ตลอดเวลา จนเห็นด้วยปัญญาตนว่า "ทุกสิ่งล้วนมีการเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป" เป็นธรรมดา ไม่ควรยืดมั่นถือมั่นในสิ่งใด ๆ ทั้งสิ้น ควรใช้ปัญญามองทุกสิ่งตามความเป็นจริงตามเหตุปัจจัย เงื่อนไข หรือบริบทในขณะนั้น แล้วจัดความสัมพันธ์หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับเหตุปัจจัย เงื่อนไข หรือบริบทนั้น ๆ ก็จะเกิดความราบรื่น กลมกลืนประสบผลดี ไม่ทุกข์ ไม่เครียดและเป็นสุข

10. ฝึกคิดดี-พูดดี-ทำดี ให้เป็นนิสัย

          ช่วยถ่วงดุลกับธรรมชาติของจิตที่มักคิดลบซึ่งเป็นไปตามกลไกลมอง­ที่มักถูกครอบงำด้วยความมีอัตตาตัวตน นิสัยความเคยชินเดิม และอารมณ์ลบ

          นอกจากนี้ควรหมั่นมีจิตอาสาทำงานเพื่อคนอื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแ­­­ทนช่วยเหลือเกื้อกูลคนอื่น, ฝึกฟังคนอื่น และเข้าใจคนอื่น, รู้จักใช้ปิยวาจา รวมทั้งรู้จักพูดชื่นชม ให้กำลังใจผู้คนรอบข้าง, ฝึกตามดูรู้ทันความคิด อารมณ์ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจ ซึ่งจะช่วยให้ควบคุมตัวเองได้ดี

          หมั่นมองตน ทบทวนตัวเองทุกวัน วันละหลายครั้ง หรือหลังเสร็จจากการทำกิจต่าง ๆ มองให้เห็นจุดแข็ง (เพื่อให้กำลังใจตัวเอง) และจุดอ่อน (เพื่อการปรับเปลี่ยนและพัฒนาตน), หมั่นนึกขอบคุณผู้คนและสิ่งต่าง ๆ (ทั้งสิ่งมีชีวิตและมีชีวิตและไม่มีชีวิต) ที่เกื้อหนุนให้ชีวิตเราปลอดภัยและเติบโตมาด้วยดี ทั้งหมดนี้เพื่อฝึกการรู้ตนควบคุมตน และลดละอัตตาตัวตนครับ

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ข้อคิดคำคม : Think 2 Rich

  “  ราคาของความยิ่งใหญ่คือความรับผิดชอบต่อชีวิตของตนเอง 100% ”

       การที่คุณจะกลายเป็นคนประสบความสำเร็จในชีวิตได้จนสามารถรับผิดชอบชีวิตตนเองและชีวิตของคนที่คุณรักได้ดีนั้น   คุณต้องยอมจ่ายราคาเพื่อความสำเร็จ  และหนึ่งประเด็นหลักของการจ่ายราคาก็คือ  การเป็นคนรับผิดชอบต่อความสำเร็จของตนเอง  โดยไม่ฝากชีวิตไว้กับคนอื่น  ไม่โทษสิ่งนอกตัวว่าเป็นต้นเหตุของความผิดพลาด ไม่หาข้ออ้างเพื่อมารองรับการกระทำหรือไม่กระทำของตนเอง ยึดมั่นอยู่กับการทำสิ่งที่ตัวคุณควบคุมได้ให้ดีที่สุดและทำให้มันดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา

  “ คุณต้องเป็นคนอย่างที่คุณต้องการเป็นจริงๆก่อน  จากนั้นก็ทำในสิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำ เพื่อจะได้มาซึ่งสิ่งที่คุณต้องการมี”

          การสร้างความสำเร็จในชีวิต  ก็มีลำดับขั้นตอนที่ให้ผลเช่นเดียวกับการทำกับข้าวหรือชงกาแฟที่คุณคุ้นเคย  ถ้าลำดับผิด  คุณจะไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีได้  ในการสร้างความสำเร็จนั้น  คุณต้องเริ่มจากการพัฒนาความสามารถตัวคุณก่อน  พร้อมๆกับการพัฒนาคุณลักษณะของตัวคุณไปด้วย  จากนั้นคุณต้องเอาความสามารถไปลงมือทำในทุกสิ่งที่จำเป็นต้องทำ  ไม่ใช่ทำเฉพาะเรื่องที่คุณพอใจทำ  หากคุณยืนหยัดทำวงจรนี้อย่างต่อเนื่อง  คุณก็จะได้ทุกสิ่งที่คุณต้องการ

 “ ผมไม่รู้ว่ามีความจริงอะไรที่จะให้กำลังใจได้มากไปกว่าความจริงที่ว่า มนุษย์มีความสามารถอย่างไม่ต้องสงสัย ที่จะทำให้ชีวิตของเขาสูงขึ้นได้โดยความพยายามอย่างตั้งใจ”

      มนุษย์ทุกคนที่มีชีวิตที่ดี   ล้วนเป็นคนตั้งใจที่จะทำให้ชีวิตของตนเองดี  โดยเริ่มจากการตั้งใจทำสิ่งที่ดีขึ้นๆให้แก่ชีวิตตนเองทุกๆวัน  และมีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่า  ความตั้งใจและความพยายามที่ต่อเนื่อง  จะทำให้ชีวิตดีขึ้นอย่างแน่นอน
นี่เป็นความจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์อีกแล้ว  ขอให้คุณใช้เป็นกำลังใจในการสร้างความสำเร็จของชีวิตได้เลย

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ข้อคิดเพื่อความสำเร็จ

ไม่เคยมีคำว่าสายเกินไปที่จะเป็นในสิ่งที่คุณอยากจะเป็น
    ทุกๆคนสามารถเริ่มต้นที่จะสร้างชีวิตใหม่ตามที่คุณต้องการได้เสมอ และเวลาสำหรับการเริ่มต้นใหม่ที่ดีที่สุดคือ เดี๋ยวนี้ไม่ว่าปัจจุบันคุณจะอายุเท่าไหร่  คุณก็ยังสามารถเริ่มต้นใหม่ได้  ไม่มีคำว่าสายเกินไป เพราะมันคือจุดเริ่มที่จะทำให้คุณมีชีวิตตามแบบที่คุณอยากจะเป็น เมื่อคุณเคลื่อนตัวคุณไปในทิศทางที่ดีขึ้น  จึงมีแต่ชีวิตที่ดีกว่าชีวิตที่ผ่านมาเท่านั้น   ดังนั้น  จงเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงจากจุดที่คุณอยู่ในปัจจุบันเพื่อก้าวไปสู่จุดในอนาคตที่คุณต้องการยืน  ไม่มีคำว่าสายเกินไปอย่างแน่นอน

  จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ที่คุณมี
       ความรู้ที่คุณมี แม้เป็นสิ่งจำเป็น  แต่มันไม่ใช่ตัวสร้างชีวิตที่สุดยอดให้แก่คุณ เพราะความรู้ไม่ได้กำหนดทิศทางชีวิตให้คุณก้าวเดิน  ตัวกำหนดทิศทางชีวิตให้ก้าวเดินเราเรียกมันว่าวิสัยทัศน์  ซึ่งมาจากการจินตนาการถึงภาพในอนาคตที่คุณต้องการให้มันเป็น   คนที่มีจินตนาการสามารถมองเห็นภาพวิสัยทัศน์ชัดเจน  จึงทำให้รู้ทิศทางที่จะมุ่งไปอย่างชัดเจน  ทำให้การใช้ความรู้ที่มีอยู่ของคุณส่งเสริมให้ชีวิตคุณก้าวไปข้างหน้าอย่างมีจุดมุ่งหมาย ดังนั้น  หากคุณต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต  คุณจึงจำเป็นต้องมีจินตนาการเกี่ยวกับชีวิตที่คุณต้องการเป็นก่อน  เพราะจินตนาการสำคัญกว่าความรู้ครับ

"การกระทำตัดสินคุณเท่าๆกับที่คุณตัดสินใจกระทำ
        ในการสร้างความสำเร็จของชีวิตนั้น  คุณต้องเริ่มจากการตัดสินใจกระทำในสิ่งที่ส่งเสริมให้คุณประสบความสำเร็จก่อน  การตัดสินใจมันไม่ใช่ระดับแค่สนใจ ซึ่งแน่นอนที่สุด  ต้องผ่านการคิดไตร่ตรองแล้วเทใจที่จะมุ่งมั่นทำในสิ่งนั้นๆ  และเมื่อคุณตัดสินใจแน่นอนแล้ว  คุณจะใส่พลังลงไปในการกระทำ  คุณจะกล้ายืนหยัดต่อสู้กับอุปสรรคปัญหาอย่างไม่ย่อท้อ  ในที่สุดการกระทำที่คุณทำอย่างต่อเนื่อง  จะตัดสินใจหล่อหลอมเป็นหนึ่งเดียวกับตัวคุณ  ตัวคุณกับการกระทำเป็นหนึ่งเดียวกัน  จนกลายเป็นการกระทำที่มีความเป็นธรรมชาติ  คุณก็จะสามารถบรรลุเป้าหมายที่คุณกำหนดไว้ได้

ทุนเรียนต่อเมืองนอก

E-Book แนะนำ รองรับโทรศัพท์มือถือ


กรอกข้อมูลเพื่อรับสิทธิพิเศษ