แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรวย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรวย แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2559

พลังแห่งความสร้างสรรค์



ผมพบว่าเบื้องหลังความสำเร็จของผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งผมได้สิทธิพิเศษในการวิเคราะห์

มักได้รับแรงบันดาลใจจากผู้หญิง ผู้หญิงส่วนใหญ่ก็คือภรรยานั่นเอง ซึ่งสังคมทั่วไปมักไม่ค่อยจะรู้

จากการศึกษาของผมพบว่า มีอยู่บางรายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหญิงอื่น

หน้าประวัติศาสตร์ได้จารึกความสำเร็จของผู้ยิ่งใหญ่ที่ได้รับอิทธิพลจากผู้หญิงซึ่งกระตุ้นจิตใจให้เกิดความคิดส

ร้างสรรค์ นโปเลียน โบนาปาร์ต เป็นหนึ่งในนั้น เขาได้รับแรงบันดาลใจจากโจเซฟินภรรยาคนแรก

ทำให้เขาเข้มแข็ง ไม่มีใครเอาชนะได้ แต่เมื่อตัดสินใจที่จะห่างเหินจากเธอ

ความเสื่อมถอยก็เริ่มมาเยือนเขาพ่ายแพ้ และถูกเนรเทศไปเกาะเซนต์เฮเลนา

อับราฮัม ลินคอล์น

เป็นตัวอย่างของผู้นำที่ประสบความสำเร็จจากการค้นพบจินตนาการสร้างสรรค์และนำมันไปใช้ประโยชน์

เป็นที่น่าสังเกตว่าหนังสือทุกเล่มที่เขียนเกี่ยวกับลินคอล์น มักพูดถึงประสบการณ์แห่งรักที่เขามีเมื่อพบกับ

แอนน์ รัตเลดจ์ เขาได้ค้นพบมันและนำไปใช้ประโยชน์ มันเป็นมากกว่าข้อมูลประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ

เพราะมันคือการเชื่อมโยงบทบาทของสัมพันธภาพทางเพศที่มีต่ออัจฉริยภาพ

ต่อไปนี้เป็นรายนามของบุรุษผู้มีชื่อเสียงที่ประสบความสำเร็จเหล่านั้น 


  • จอร์จ วอชิงตัน 
  • นโปเลียน โบนาปาร์ต 
  • วิลเลียม เช็กสเปียร์ 
  • อับราฮัม ลินคอล์น 
  • ราล์ฟ วัลโด อีเมอร์สัน 
  • โรเบิร์ต เบิร์น 
  • โทมัส เจฟเฟอร์สัน 
  • อัลเบิร์ต เอช. แกรี่ 
  • วูดโรว์ วิลสัน 
  • จอห์น เอช. แพตเตอร์สัน 
  • แอนดรูว์ แจ็คสัน 
  • เอนริโก คารูโซ 


มีหลักฐานความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตและความสำเร็จของบุคคลเหล่านี้

โดยแต่ละท่านล้วนได้ครอบครองธรรมชาติแห่งกามารมณ์ที่ได้รับการพัฒนาอย่างสูงยิ่ง

การวิเคราะห์ข้อมูลชีวประวัติได้นำไปสู่ข้อสรุปดังนี้

1. ผู้ที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้ไม่เพียงแต่พัฒนาธรรมชาติแห่งเพศ

2. คนที่สร้างความมั่งคั่งร่ำรวยหรือประสบความสำเร็จในด้านวรรณกรรม ศิลปะ อุตสาหกรรม

อารมณ์นี้ผลักดันให้พวกเขามีพลังใจอันยิ่งใหญ่ที่จะทำในสิ่งต่างๆ ถ้าได้เข้าใจในสิ่งนี้แล้ว

คุณย่อมเข้าใจว่าทำไมการแปรสภาพกามารมณ์จึงเป็นที่มาของศักยภาพในการสร้างสรรค์

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่มีพลังทางเพศสูงจะเป็นอัจฉริยะไปหมด

พวกเขาสร้างอัจฉริยภาพด้วยการกระตุ้นจิตใจผ่านความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ

ถึงแม้ว่ามันจะเป็นตัวกระตุ้นหรือแรงจูงใจที่สำคัญที่สุด

แต่ลำพังพลังทางเพศอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอที่จะสร้างอัจฉริยภาพ

ก่อนที่จะเกิดอัจฉริยภาพพลังนี้ต้องแปรสภาพความปรารถนาการสัมผัสทางกายภาพไปสู่ความปรารถนา

รูปแบบอื่นและเป็นการปฏิบัติเสียก่อน จึงจะสามารถยกระดับผู้ใดผู้หนึ่งไปสู่อัจฉริยภาพได้

แต่ยังได้เรียนรู้ศิลปะแห่งการแปรสภาพพลังแห่งกามารมณ์อีกด้วย

สถาปัตยกรรม มักได้รับอิทธิพลและแรงจูงใจจากคนรัก

วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2558

Value Indentity

Value Indentity "อัตลักษณ์เชิงคุณค่าของตัวคุณ"

  คนที่ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ในโลกนี้ ต้องมีอัตลักษณ์เชิงคุณค่าที่สามารถสร้างความแตกต่างได้จากนั้นใช้ความแตกต่างนั้นสร้างความสำเร็จผ่านการเสียสละบางอย่างเพื่อสิ่งที่ดีกว่าสำหรับผู้อื่น
     เพราะความสำเร็จของคนเรานั้นเกิดจากการช่วยให้ผู้คนจำนวนมากพอให้ได้ในสิ่งที่เขาต้องการ ดังนั้น ถ้าคุณต้องการความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืน คุณต้องส่งมอบคุณค่าเพื่อช่วยให้ผู้อื่นได้ในสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดนั่นเอง

   จงจำไว้ว่า หัวใจของการอยู่อย่างผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ได้วัดว่าใครมีรายได้สูงกว่าใคร แต่วัดจากความเสียสละบางอย่างเพื่อสิ่งที่ดีกว่าสำหรับผู้อื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจสร้างชีวิตแบบพวกเราความยิ่งใหญ่ในฐานะผู้นำอยู่ตรงที่คุณเคยเสียสละอะไรบ้าง คุณเคยสร้างสรรค์อะไรที่บ่งชี้ถึงการยกมาตรฐานของทีม ขององค์กรและของแบรนด์บ้าง
คุณเคยสนับสนุนใครที่ตัดสินใจมาอยู่กับคุณด้วยความหวังและมุ่งมั่นตั้งใจอย่างรักษาคำมั่นสัญญาหรือไม่ คุณเคยจริงใจกับคนอื่นหรือไม่ คุณได้ทำหน้าที่ด้วยใจรักผู้อื่น เพื่อให้การกระทำของคุณมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนไปในด้านบวกหรือไม่ คุณได้ทำอย่างทุ่มเท ทำอย่างดีที่สุด ณ ขณะนี้และจะทำให้ดีกว่าในวันต่อๆไปหรือไม่ หรือคุณตั้งเป้าอยู่ให้สบายตัวที่สุด ทำน้อยให้ได้มากที่สุด โกยเงินให้ได้มากที่สุด คุณกำลังเลือกเป็นคนแบบไหนอย

พื่อนๆครับ ไม่ว่าคุณกำลังตกอยู่ในสถานการณ์แบบไหน ผมขอเป็นกำลังใจให้คุณลุกขึ้นมายืนหยัดด้วยการเป็นแบบอย่างที่ดีของคนรุ่นต่อๆไป ด้วยการยืนหยัดสร้างความแตกต่าง เป็นคนมีอัตลักษณ์เชิงคุณค่าที่เสียสละบางอย่างเพื่อสิ่งที่ดีกว่าสำหรับผู้อื่น ผมเชื่อมั่นว่า เมื่อช่วยให้ผู้อื่นมีชีวิตที่ดีขึ้นได้มากเท่าไหร่ ชีวิตของคุณก็จะยิ่งดีขึ้นมากเท่านั้นครับ

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2558

วิธีบริหารสมองและจิตใจให้แจ่มใสและเตรียมพร้อมสำหรับท­­­ุกวัน



 เรียนรู้วิธีบริหารสมองและจิตใจให้แจ่มใสและเตรียมพร้อมสำหรับท­­­ุกวัน เพื่ออารมณ์ที่สดใสและสมองที่ปลอดโปร่ง

          รู้ไหมว่าจริง ๆ แล้ว การที่จะมีสุขภาพกายใจที่แข็งแรงและแจ่มใสนั้น ไม่ใช่เพราะการออกกำลังกายทางร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงการบริหารจิตอีกด้วย ซึ่งวิธีการบริหารจิตก็ไม่ใช่เรื่องยาก อย่างเช่นที่ นพ.สุรเกียรติ อาซานานุภาพ ได้เปิดเผยเอาไว้ในหนังสือหมอชาวบ้านครับ ขอบอกเลยว่าแต่ละวิธี ง่ายและดีต่อสุขภาพกายใจสุด ๆ เลย

          การบริหารจิตมีผลต่อสุขภาพกาย สมอง และจิตใจพอ ๆ กับการบริหารกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีผลต่อการพัฒนาสมองด้วยการกระตุ้นให้เกิดการ­­­งอกใหม่และการปรับวงจรใหม่ของเซลล์สมอง ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาจิตใจให้สมบูรณ์ และมีความสุขสงบเย็นอีกต่อหนึ่ง

การบริหารจิตควรทำให้เป็นกิจวัตรในชีวิตประจำวัน ซึ่งพอรวบรวมไว้ 10 วิธี ดังนี้

1. ออกกำลังกาย

          เช่น วิ่งเหยาะ เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิก ฝึกชี่กง รำมวยจีน (ไท่เก๊ก) ฝึกโยคะ เป็นต้น ในการออกกำลังกายสามารถบริหารจิตไปในตัว โดยการใช้สติระลึกรู้อยู่กับจังหวะการเคลื่อนไหว ในช่วงแรกอาจใช้วิธีนับ (เช่น นับซ้าย-ขวา นับ 1-2 หรือ 1 ถึง 10 กับจังหวะก้าว) เป็นตัวช่วย จนสติมั่น ก็ไม่ต้องนับ

2. นอนหลับให้เพียงพอ ประมาณ 6-8 ชั่วโมง

          การนอนหลับดีมีผลต่อการพัฒนาสมอง หลีกเลี่ยงการอดนอนและการมีอารมณ์เครียดติดต่อกันนาน ๆ เพราะมีผลลบต่อร่างกาย สมองและจิตใจ

3. บริโภคอาหารสุขภาพตามหลักธงโภชนาการ

          โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดหวาน มัน เค็ม หันมากินปลา กินผักและผลไม้ให้มาก ๆ ไขมันโอเมก้า 3 ในปลา (เช่น ปลาดุก ปลาซ่อน) มีผลดีต่อการสร้างเซลล์สมองใหม่ และหลีกเลี่ยงการบริโภคสุรา ยาสูบ และสารเสพติด

4. หมั่นเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ

          โดยการอ่าน การฟัง การค้นคว้า การหาประสบการณ์ใหม่ ๆ การคิดใคร่ครวญ การถาม การบันทึกตามหลัก "สุ. จิ. ปุ. ลิ." ควบคู่กับการฝึกใช้ความคิดเป็นประจำ เช่น การฝึกแก้ปัญหา การเล่นไพ่ การเล่นเกมต่าง ๆ

5. ฝึกสมาธิ

          เช่น ฝึกอานาปานสติ สวดมนต์ ไหว้พระ เดินจงกรม ทำละหมาด อธิษฐานจิตวันละอย่างน้อย 1-2 ครั้ง นานครั้งละ 5-10 นาที ช่วยให้จิตใจมั่นคงสงบนิ่ง ไม่วอกแวก ฟุ้งซ่าน ขาดสมาธิ หรือใจลอยง่าย ควรรักษาจิตที่นั่งแต่ตื่นรู้ไว้ตลอดเวลาของการปฏิบัติสมาธิ อย่าให้นานจนหลับหรือเข้าสู่ภวังค์ จะทำให้จิตเฉื่อยเนือย นำมาใช้งานในการรับรู้สิ่งเร้าอย่างรู้เท่าทันไม่ได้ ซึ่งต่างจากสติ

6. เจริญสติ-รู้ตัวกับอิริยาบถและกิจกรรมต่าง ๆ

          เช่น ระลึกรู้ตัวอยู่กับการนั่ง นอน ยืน เดิน การเคลื่อนไหวจังหวะขณะออกกำลังกายต่าง ๆ การทำกิจวัตรประจำวัน เช่น แปรงฟัน อาบน้ำ ดื่มน้ำ กินอาหาร เคี้ยวข้าว ล้างจาน กวาดบ้าน ถูบ้าน ซักผ้า รีดผ้า ให้มีความตื่นรู้อยู่กับปัจจุบันขณะ

          เมื่อจิตอยู่กับปัจจุบัน ก็จะสงบเย็น มีความสุข มีประสิทธิภาพในการทำกิจที่อยู่ตรงหน้า ไม่หวนคิดเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีต หรือคิดกลัวกังวลกับเรื่องอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ทำให้จิตใจฟุ้งซ่าน เป็นทุกข์ เครียด สูญเสียพลังสมองโดยเปล่าประโยชน์

7.ฝึกใช้ลมหายใจเป็นระฆังแห่งสติ

          เราสามารถตามรู้ลมหายใจเข้า-ออกในการทำอานาปานสติ ในการเจริญสติต่าง ๆ และอาจเสริมด้วยการตามรู้ลมหายใจเข้าออกที่เป็นธรรมชาติ ไม่ต้องปรุงแต่งลมหายใจให้ยาวให้ลึกกว่าปกติ เพียง 1-3 รอบ โดยเข้ากับออก 1 ครั้งเท่ากับ 1 รอบ โดยไม่ต้องหลับตา หรือบริกรรมแบบการทำสมาธิ

          ควรทำให้บ่อย ๆ เท่าที่รู้สึกตัวตั้งแต่ตื่นเช้าจนเข้านอน ทำจนเป็นนิสัย ต่อไปก็สามารถใช้ลมหายใจเพียง 1 รอบเป็นระฆังเตือนสติก่อนทำกิจกรรมต่าง ๆ เรียกว่า "ตั้งสติก่อนสตาร์ท" หรือเวลามีอารมณ์เครียดเกิดขึ้น ก็สามารถใช้ลมหายใจเตือนตัวเองให้เกิดสติรู้ตัว และควบคุมอารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้นให้ระงับบรรเทาหายไปได้ทันที

8. ฝึกพักใจและสมองเป็นระยะ ๆ ในแต่ละวัน

          เช่น หยุดคิด โดยหันมาชื่นชมธรรมชาติ หรือศิลปะ นานครั้งละ ½ ถึง 1 นาที, ตามดูห้วงว่างระหว่างความคิด ลมหายใจเข้าออกและเสียงต่าง ๆ, หามุมสงบในบ้าน ในที่ทำงาน หรือในสวน นั่งปล่อยวางอารมณ์อย่างเงียบ ๆ หรือตามรู้ลมหายใจประกอบ นาน 5-10 นาที เป็นต้น การพักใจและสมอง ช่วยให้มีพลังในการทำงานได้ไม่เหนื่อยล้า
9. เจริญปัญญาจากการสังเกตธรรมชาติของสรรพสิ่ง

          ว่าล้วนเกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัยมากมายที่มีการแปรเปลี่ยน ไม่คงที่ตลอดเวลา จนเห็นด้วยปัญญาตนว่า "ทุกสิ่งล้วนมีการเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป" เป็นธรรมดา ไม่ควรยืดมั่นถือมั่นในสิ่งใด ๆ ทั้งสิ้น ควรใช้ปัญญามองทุกสิ่งตามความเป็นจริงตามเหตุปัจจัย เงื่อนไข หรือบริบทในขณะนั้น แล้วจัดความสัมพันธ์หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับเหตุปัจจัย เงื่อนไข หรือบริบทนั้น ๆ ก็จะเกิดความราบรื่น กลมกลืนประสบผลดี ไม่ทุกข์ ไม่เครียดและเป็นสุข

10. ฝึกคิดดี-พูดดี-ทำดี ให้เป็นนิสัย

          ช่วยถ่วงดุลกับธรรมชาติของจิตที่มักคิดลบซึ่งเป็นไปตามกลไกลมอง­ที่มักถูกครอบงำด้วยความมีอัตตาตัวตน นิสัยความเคยชินเดิม และอารมณ์ลบ

          นอกจากนี้ควรหมั่นมีจิตอาสาทำงานเพื่อคนอื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแ­­­ทนช่วยเหลือเกื้อกูลคนอื่น, ฝึกฟังคนอื่น และเข้าใจคนอื่น, รู้จักใช้ปิยวาจา รวมทั้งรู้จักพูดชื่นชม ให้กำลังใจผู้คนรอบข้าง, ฝึกตามดูรู้ทันความคิด อารมณ์ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจ ซึ่งจะช่วยให้ควบคุมตัวเองได้ดี

          หมั่นมองตน ทบทวนตัวเองทุกวัน วันละหลายครั้ง หรือหลังเสร็จจากการทำกิจต่าง ๆ มองให้เห็นจุดแข็ง (เพื่อให้กำลังใจตัวเอง) และจุดอ่อน (เพื่อการปรับเปลี่ยนและพัฒนาตน), หมั่นนึกขอบคุณผู้คนและสิ่งต่าง ๆ (ทั้งสิ่งมีชีวิตและมีชีวิตและไม่มีชีวิต) ที่เกื้อหนุนให้ชีวิตเราปลอดภัยและเติบโตมาด้วยดี ทั้งหมดนี้เพื่อฝึกการรู้ตนควบคุมตน และลดละอัตตาตัวตนครับ

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558

มูลค่าชีวิต

     ขอบคุณ vittarot.com

  บนโลกนี้มีแต่เรื่องที่ทำให้สับสน ระบบการศึกษาสอนให้เราเรียนเพื่อหางานดีๆเงินดีๆทำ พอเข้าทำงานก็มีคนสอนอีกว่าทำงานอย่าเกี่ยงเงิน บางคนบอกให้เดินตามความฝันอย่าทำเพื่อเงิน แต่ถ้าไม่มีเงินชีวิตก็เดือดร้อน ผู้ให้แรงบันดาลใจส่วนใหญ่บอกว่าให้ทำงานให้หนักโดนไม่ต้องแคร์เรื่องเงิน แต่ถ้าเขาจ้างให้มาพูดโดยให้เงิน 200 บาทพูดทั้งวันพวกเขาเหล่านั้นจะเอาไหม

      ตกลงแล้วเงินมันสำคัญหรือไม่สำคัญกันแน่ ผมฟันธงให้ว่าสำคัญโครตๆ อย่างน้อยคุณก็ต้องใช้มันเพื่ออาหาร 3 มื้อ อย่างน้อยถ้าพ่อแม่คุณป่วยคุณก็มั่นใจว่าคุณจะมีเงินมากพอที่จะขาดงานไปเป็นเดือนเพื่อดูแลท่าน อย่างน้อยคุณก็สามารถพาแฟนไปฮันนีมูนได้แล้วกัน แน่นอนประโยคคลาสสิก เงินซื้อไม่ได้ทุกอย่างบนโลก อย่างน้อยก็ความรัก คำตอบคือถูกต้อง ความรักเป็นสิ่งที่ไม่สามารถซื้อได้ แต่ยอมรับเถอะว่านอกจากความดีแล้ว ความมั่นคงก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งของคุณสมบัติของความรักเช่นกัน อย่างน้อยคุณก็คงไม่อยากให้แฟนของคุณต้องลำบากกัดก้อนเกลือเพราะคุณใช่มั้ย อย่างน้อยคุณก็อยากทำสิ่งที่ดีที่สุดให้คนรักของคุณใช่มั้ย?

      น่าแปลก ประเทศเราใครพูดเรื่องเงินก็มักถูกมองเป็นคนโลภ บางครั้งคนที่กระหายอยากได้เงินเยอะๆจะถูกมองเป็นพวกมารศาสนาเพราะไม่รู้จักพอใจในสิ่งที่ตนเองมี

มีคนบอกว่าทำงานอย่าคิดถึงเรื่องเงิน…?

  เวปไซต์ Pantip เป็นเว็บที่ผมมองว่ามันคือสุดยอดของ Webboard ในโลกแล้ว ในนั้นมีผู้คนหลากหลายมากๆ มีทุกเพศ ทุกวัย ทุกสถานะ ผมว่าสังคมของเราขับเคลื่อนไปด้วยพลังของ Pantip เพราะมันก่อให้เกิดกระแสสังคมใหญ่ๆนับครั้งไม่ถ้วน มีกระทู้หนึ่งผมจำได้ดี เป็นกระทู้ระบายความในใจของเจ้าของกิจการคนหนึ่งเกี่ยวกับการหาคน รายละเอียดคร่าวๆคือเจ้าของกิจการมาเขียนระบายความในใจว่าเด็กสมัยใหม่นี้ใช้ไม่ได้ ต้องการเงินเดือนแพงๆทั้งๆที่ไม่มีประสบการณ์ แถมยังเลือกงานอีก ได้คนมาก็อยู่ไม่ทน สรุปก็คือมาระบายความในใจเกี่ยวกับการหาลูกน้องนั่นแหละครับ เท่าที่ผมจับประเด็นแบบเบื้องหลังได้ ก็คือเขาอยากได้พนักงานด้วยค่าแรงที่เขาคิดว่าสมเหตุสมผลนั่นแหละ ปัญหาที่ผมเดาก็คือมันสมเหตุสมผลของใคร ของนายจ้างที่ต้องการใช้เงินให้น้อยที่สุด หรือของลูกจ้างที่บังเอิญมีงานที่เสนอเงินเดือนมากกว่าให้เขาเลือก

และเมื่อมีกระทู้ของนายจ้างแล้ว กระทู้ของลูกจ้างก็มีครับ ส่วนใหญ่ก็จะสอบถามเกี่ยวกับความรับผิดชอบของสายงานจนไปถึงกระทั่งเรื่องของเงินเดือน ตรงเรื่องของเงินเดือนนี่แหละครับที่น่าสนใจ ส่วนใหญ่ของคนที่เริ่มต้นหางานครั้งแรกในชีวิตมักจะตั้งกระทู้ถามว่าควรจะเรียกเงินเดือนเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ก็จะอิงเรตราคาตามวุฒิการศึกษาที่มีอยู่ ปริญญาตรีมีค่าแรงต่อเดือนเฉลี่ยอยู่ราวๆ 13,000 ถึง 17,000 บาท ส่วนปริญญาโทมีราวๆ 17,000 จนถึง 30,000 บาท ส่วนระดับด็อกเตอร์นั้นไม่ทราบจริงๆ และคำแนะนำจึงไม่ได้มีอะไรมากนอกเสียจากบอกระดับมาตรฐานเงินเดือนของสายอาชีพที่ถูกถามอย่างคร่าวๆเท่านั้น

และแน่นอนตามประสาของผู้คนร้อยพ่อพันแม่ คำตอบประเภทที่ว่าอย่าคิดถึงเรื่องเงินก็ต้องมีอย่างแน่นอน ไม่ใช่สิ มันมีทุกกระทู้ที่ถูกถามนั่นแหละ คำถามคือการทำงานโดยคิดถึงเรื่องเงินมันไม่สำคัญตรงไหน คนที่พูดคำนี้ได้ส่วนใหญ่เงินเดือนสูงๆแล้วทั้งนั้น เขาไม่เดือดร้อนนี่ครับเขาเลยพูดได้เต็มปาก ที่ผมบอกว่าการทำงานโดยเอาเงินมาเป็นตัวตั้งมันสำคัญก็เพราะว่าถ้าชีวิตคุณส่วนใหญ่ต้องเสียเวลาไปกับการทำให้คนอื่นรวยขึ้น สุขสบายขึ้น คุณก็ควรมีสิทธิ์ที่จะเลือกมูลค่าหรือราคาของตัวเองตามที่พอใจ นายจ้างหรือ HR มีสิทธิ์ที่จะจ้างหรือไม่จ้างก็ได้ แต่ไม่มีสิทธิ์ที่จะต่อว่าหรือไม่พอใจในสิ่งที่คนเหล่านั้นเรียกร้อง คุณอาจจะโน้มน้าวใจให้เขาเห็นว่าค่าตัวของเขาแพงเกินราคาตลาดก็ได้ แต่คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะต่อว่าความต้องการของเขา ดูถูกหรือตำหนิเขา อย่างน้อยขอให้คิดว่าบ้านหลังใหญ่ๆ รถหรูๆที่นายจ้างที่มีขับก็มาจากหยาดเหงื่อแรงกายของลูกจ้างเช่นกัน

ดังนั้นผมเชื่อว่ามูลค่าเป็นสิ่งที่เจ้าของชีวิตกำหนดให้กับชีวิตของเขาเอง จะแพงหรือถูกขึ้นอยู่กับผู้ว่าจ้างจะตัดสินใจ!

น่าแปลกที่คนส่วนใหญ่มักยอมให้ตลาดกำหนดมูลค่าของชีวิตพวกเขาว่ามีเรตราคาเท่าไหร่…?

แล้วทุกคนรับได้เพราะนี่คือเรื่องที่คนส่วนใหญ่ยอมรับกัน ทีนี้ลองมาดูสมการบางอย่างที่ผมอยากจะลองตั้งโจทย์ให้พวกคุณคิดดู นี่เป็นสมการสมมุติ เป็นโจทย์สมมุติที่ไม่อิงกับความเป็นจริงซักเท่าไหร่ แต่ขอร้องว่าคุณควรจะคิดตามให้ดีๆ เรื่องนี้เกี่ยวกับเรื่องของเงินโดยตรง และเป็นการคำนวนที่บัดซบมากๆด้วย ผมขอถามคุณว่าคุณคิดว่าชีวิตของคุณมีมูลค่าหรือราคาต่อเดือนเท่าไหร่ เอาให้ชัดๆคือคุณคิดว่าคุณควรจะได้เงินเดือนเท่าไหร่อย่างนี้ก็ได้

ได้คำตอบแล้ว ทดไว้ในใจ


    นักศึกษาส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีที่อายุราวๆ 23 ปี สมมุติว่าพ่อแม่ของคุณต้องใช้เงินเพื่อดูแลคุณทั้งเรื่องค่าอาหาร การเดินทาง ค่าป่วยไข้ไม่สบาย ค่าของเล่น ค่าเรียน ค่ารายงาน ค่าทัศนะศึกษา ค่าสตาร์บั๊ค บลาๆๆ เฉลี่ยทั้งชีวิตตีเป็นเงินราวๆ 10,000 บาทต่อเดือน (ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่พ่อแม่เสียเงินมากกว่านั้น) เพื่อแลกกับความสุข ความรัก และหลักประกันชีวิตในอนาคตของลูก เท่ากับว่า 1 ปีคุณจะใช้เงินของพ่อแม่ราวๆ 120,000 บาท คุณใช้เวลา 23 ปีเพื่อจบการศึกษาก็จะเท่ากับ 120,000 บาท คุณด้วย 23 ปี จะเท่ากับพ่อแม่ให้คุณใช้เงินแล้ว 2,760,000 บาท ด้วยมูลค่าขนาดนี้พ่อแม่สามารถซื้อรถ Mercedes benz new c class c220 cdi executive ได้พอดีเลย นั่นคือถ้าเปรียบเทียบเป็นภาพแบบทุนนิยมสุดๆ คือมูลค่าของตัวคุณมีเท่ากับหรือมากกว่ารถราคา 2,760,000 บาทแน่นอน

และถ้าสมมุติว่าถ้าคุณมีเจ้ารถคันนี้มาในครอบครองจริงๆ ผมขอถามคุณว่าคุณจะยอมให้คนเช่ารถคันนี้ในราคาเท่าไหร่ สมมุติว่าคุณให้เช่าในราคาเดือนละ 15,000 บาท เดือนหนึ่งคุณปล่อยให้เช่า 20 วันคือวันจันทร์ถึงวันศุกร์ และให้เช่าแค่ 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเช่าเหมาทั้งเดือน นั่นเท่ากับว่ารถคันนี้จะต้องถูกขับเป็นเวลา 180 ชั่วโมงเต็มต่อเดือน เมื่อคุณให้เช่าในราคา 15,000 บาทต่อเดือน ก็เอาจำนวนค่าเช่ามาหารกับจำนวนชั่วโมงดู ก็จะได้ผลลัพธ์เท่ากับ 84 บาทต่อชั่วโมงเท่านั้น

คุณคิดว่าบนโลกในบี้ จะมีใครปล่อยรถ Mercedes benz new c class c220 cdi executive ให้เช่าด้วยเงินเพียง 84 บาทต่อชั่วโมงหรือไม่ นี่มันบ้าชัดๆ ใครให้เช่าสิ่งของมูลค่า 2,760,000 บาทด้วยราคาเพียง 84 บาทต่อชั่วโมง บ้าจริงๆ หรือถ้าคุณหัวการค้าขึ้นมาหน่อย คุณเพิ่มค่าเช่าให้เป็นเดือนละ 25,000 บาทไปเลย เมื่อเฉลี่ยเป็นเงินต่อชั่วโมงแล้วจะเท่ากับ 139 บาทต่อชั่วโมงแล้ว แต่ถ้ามาคิดดีๆถึงแม้จะเยอะกว่าเดือนละ 15,000 บาท แต่ราคามันก็ต่ำกว่าจะรับได้อยู่ดี

ทีนี้ผมขอถามคุณนะครับ คุณว่ามูลค่าของตัวคุณ กับมูลค่าของรถ Mercedes benz new c class c220 cdi executive เจ้าสิ่งไหนมีราคาที่แพงกว่ากัน เอาความเสียหายสูงสุดมาเปรียบเทียบ ถ้ารถเบ๊นซ์เกิดพังไป อย่างมากเจ้าของก็แค่ซื้อใหม่ สูญเงินซัก 2 ล้านกว่าบาทก็ไม่เห็นเสียหาย เผลอๆไม่ต้องเสียเพราะประกันชั้น 1 ดูแลให้เสร็จสรรพ อาจจะได้รุ่นทีดีกว่าเดิม เร็วกว่าเดิม เท่กว่าเดิมด้วยซ้ำ แต่ถ้าชีวิตคนทั้งคนของคุณตายไป มันไม่มีอะไรมาทดแทนได้นะครับ อย่างน้อยคนที่ร้องไห้กับการตายของคุณคนแรกต้องไม่ใช่นายจ้างแน่นอน ถ้าคุณบอกว่าไม่เป็นไร ตายไปก็เริ่มต้นใหม่ในชาติหน้า ผมก็ขอถามคุณว่าคุณเชื่อไหมหละ ว่าชาติหน้ามีจริง!

ถ้าคุณคิดว่าหมื่นห้า คุณก็จะได้หมื่นห้า
ถ้าคุณคิดว่าสองหมื่น คุณก็จะได้สองหมื่น
ถ้าคุณคิดว่าหนึ่งแสน คุณก็จะได้หนึ่งแสน
ถ้าคุณคิดว่าหนึ่งล้าน คุณก็จะได้หนึ่งล้าน


สรุปเรื่องความคิด

แต่ถ้าคุณไม่มีไอเดียว่าชีวิตของคุณมีราคาเท่าไหร่ ก็ลองถามคนที่รักคุณดูสิ
แล้วจะค้นพบว่าความจริง ชีวิตของคุณประเมินค่าไม่ได้สำหรับใครบางคน

ขอถามอีกครั้ง คุณคิดว่า  Mercedes benz new c class c220 cdi executive มูลค่า 2,760,000 บาท กับชีวิตคุณ สิ่งไหนแพงกว่ากัน…???
ขอถามอีกครั้ง คุณคิดว่ามูลค่าชีวิตของคุณเท่าไหร่???


วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2558

การบรรลุความปรารถนาเรื่องเงินๆทองๆ


การบรรลุความปรารถนาเรื่องเงินๆทองๆ

   สวัสดีครับ  วันนี้ผมขอแบ่งปันในสิ่งที่ผมเชื่อว่าทุกท่านรักแน่ๆ คับ  นั่นก็คือเรื่องของเงินๆทองๆนั่นเอง  เชิญติดตามได้เลยครับ

   -คนรวยยิ่งรวยขึ้น   คนจนยิ่งจนลง
       ข้อเท็จจริงในโลกใบนี้ที่ผมและคุณโต้เถียงไม่ได้เลย  ก็คือ ในแต่ละปีที่ผ่านไป  คนรวยส่วนใหญ่ยิ่งรวยขึ้น  ในขณะที่คนจนส่วนใหญ่ยิ่งจนลง  ความเป็นจริงของชีวิตข้อนี้  เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ยอมจำนนไปแล้ว  และไม่คิดว่าจะสามารถฝืนมันได้   อย่างไรก็ตาม  ความสวยงามในการเป็นมนุษย์ยังมีอยู่  เพราะมีคนจนผู้กล้าที่สามารถเอาชนะชีวิต  จนสามารถยกระดับเป็นคนรวยได้  จึงเป็นหลักฐานพิสูจน์ทราบที่เชื่อได้ว่า  คนจนไม่จำเป็นต้องยิ่งจนลง  เคล็ดลับสำคัญของการกลายเป็นคนที่รวยขึ้นอยู่ตรงความคิดที่ว่า ความคิดที่สม่ำเสมอ  จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่สม่ำเสมอ  ซึ่งคนส่วนใหญ่จะมีระบบคิดที่ไม่รู้ตัวว่า กำลังคิดโดยมุ่งความสนใจไปยังสิ่งที่ไม่ต้องการ  เช่นความขาดแคลน  การมีเงินไม่พอใช้หนี้  ไม่พอจ่ายค่าเทอมลูก เป็นต้น  ส่วนคนรวยจะคิดถึงแต่โอกาสในการหาเงินได้มากขึ้น  การลงทุนที่งอกเงย และมุ่งความสนใจไปยังสิ่งที่ต้องการมากกว่า   ดังนั้น  จึงไม่แปลกที่คนรวยยิ่งรวยขึ้น  คนจนยิ่งจนลง  หากคุณมีสติและกลับทิศทางของความคิดที่คุณกำลังมุ่งความสนใจได้  คุณก็สามารถเป็นคนรวยคนต่อไปได้ครับ

-คุณเป็นเหตุ  ไม่ใช่เป็นผล
       ชีวิตของคุณเป็นอย่างไร  เป็นผลที่เกิดในชีวิตโดยมีตัวคุณเป็นเหตุ  ดังนั้น  คุณจึงต้องรู้จักแยกสมการระหว่างตัวคุณคือเหตุ และผลลัพธ์ของชีวิตคุณคือผล  ถ้าคุณต้องการเปลี่ยนผลลัพธ์  คุณก็ต้องเปลี่ยนตัวคุณซึ่งเป็นเหตุก่อน  โดยเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจก่อนว่า  ความร่ำรวยเริ่มต้นจากความนึกคิด  ไม่ได้เริ่มจากสมุดบัญชีเงินฝาก  ถ้าความมั่งคั่งเป็นสิ่งที่คุณต้องการ  คุณก็ต้องมีพิมพ์เขียวทางการเงินของผู้มั่งคั่ง  อย่ามีพิมพ์เขียวของคนจน  อย่ามีพิมพ์เขียวของนักกู้ที่มีหนี้สินรุงรัง   คุณคงเคยเห็นสามล้อถูกรางวัลที่หนึ่ง  สามปีผ่านไปกลับมาจนเหมือนเดิม  หรือนักมวยเหรียญทองโอลิมปิคบางคน ไม่สามารถรักษาเงินสามสิบสี่สิบล้านไว้ได้  นั่นเป็นเพราะพิมพ์เขียวทางการเงินของพวกเขามีปัญหานั่นเอง  ถ้าคุณต้องการเป็นคนมั่งคั่ง  คุณคิดว่าคุณคู่ควรกับเงินจำนวนเท่าไหร่  จงยกระดับความคู่ควรของคุณอย่างต่อเนื่อง  จงสร้างความรู้สึกคู่ควรกับการมีรายได้หลักแสนจนถึงหลักหลายแสนต่อเดือน  เพราะเงินแต่ละระดับจะมาหาคนที่เชื่อและรู้สึกว่าเขาคู่ควรเท่านั้น

-สร้างความมั่งคั่งจากจินตนาการ

      ไอสไตน์บอกว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ซึ่งใช้ได้กับการสร้างความมั่งคั่งด้วย  ถ้าคุณไม่มีจินตนาการ  ก็เท่ากับว่าคุณให้อดีตของคุณนำพาปัจจุบันและอนาคตของชีวิต  ชีวิตคุณก็จะไม่ได้อะไรที่แตกต่างจากอดีต  ดังนั้น  จงกล้าที่จะจินตนาการ  มองให้เห็นภาพคนสำเร็จในตัวคุณ  เข้าให้ถึงความรู้สึกว่าคุณมั่งคั่ง  จากนั้นลงมือทำอย่างมุ่งมั่น  ในที่สุด คุณก็จะเป็นเจ้าของชีวิตที่มีเงินมีทองมากขึ้น  มีชีวิตที่มีความหมายมากขึ้น  มีความสำเร็จและมีความสุขที่มากขึ้นอย่างแน่นอนครับ

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ข้อคิด คำคม : Think 2 Rich

     “ความคิดของคุณทำให้คุณตกอยู่ในปัญหา ก็ความคิดของคุณนั่นแหละ ที่จะทำให้คุณออกมาจากปัญหาได้”

           คนที่เจออุปสรรคจากเหตุการณ์ในชีวิตแบบเดียวกัน  แต่ไม่เสมอไปที่จะรู้สึกว่าเป็นปัญหาเหมือนกัน บางคนยิ่งเจออุปสรรค ยิ่งฮึดสู้ บางคนเจอแล้วถอดใจ จงจำไว้ว่า เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับชีวิตของคุณมีค่าเป็นกลางเสมอ มันขึ้นอยู่กับความคิดของคุณว่าจะตีความหมายไปทางด้านไหน  หากคุณตีความไปด้านที่เป็นปัญหา เป็นตัวเหนี่ยวรั้ง คุณก็จะไม่มีพลังที่จะไปต่อ ในทางตรงกันข้าม หากคุณเปลี่ยนมุมมองความคิด คิดไปในด้านที่เป็นโอกาสแห่งความท้าทาย  มองว่าปัญหาเป็นเรื่องชั่วคราว และมองให้เห็นหนทางที่จะไปต่อ คุณก็จะมีพลังเคลื่อนไปข้างหน้าได้ มันเป็นสิทธิ์ในการเลือกที่จะคิดของคุณ

  “เมื่อใดก็ตาม ที่คุณได้เห็นคนผู้หนึ่งประสบความสำเร็จ นั่นแสดงว่าเขาได้กระทำการตัดสินใจที่กล้าหาญแล้ว”

        ทุกๆความสำเร็จที่ใครก็ตามสร้างขึ้นมาได้ ย่อมต้องเกิดจากการตัดสินใจที่กล้าหาญว่า จะยินดียืนหยัดเพื่อก้าวผ่านอุปสรรคปัญหาที่ขวางกั้น เพราะหากคุณไม่ตัดสินใจที่จะสำเร็จ คุณก็จะไม่มีวันที่จะมีความมุ่งมั่นทุ่มเท คุณจะมีข้ออ้าง ข้อแม้เต็มไปหมด ดังนั้น เมื่อคุณเห็นคนอื่นประสบความสำเร็จ ขอให้เชื่อว่าคุณก็ประสบความสำเร็จได้ ขอเพียงคุณตัดสินใจอย่างกล้าหาญเช่นเดียวกับเขา

“ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณเห็น เริ่มต้นมาจากความคิดในหัวของใครสักคน”

     ทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์สร้างขึ้นมา ล้วนแล้วแต่เกิดจากการสร้างสองครั้งเสมอ  ครั้งที่หนึ่งสร้างในจินตนาการ โดยมีความชัดเจนในใจ จดจ่อมองเห็นภาพและรู้สึกถึงมัน  และครั้งที่สองคือการลงมือทำให้มันกลายเป็นจริง ดังนั้น หากคุณต้องการบรรลุเป้าหมาย คุณจึงต้องเริ่มต้นอย่างมีจุดหมายที่ชัดเจนภายในก่อน มองให้เห็นภาพ ฟังให้ได้ยินเสียงและเข้าให้ถึงอารมณ์ความรู้สึก จากนั้นลงมือทำอย่างเข้มข้น คุณก็จะสร้างสิ่งนั้นให้เกิดขึ้นในโลกภายนอกได้

พฤติกรรมของผู้นำที่มีประสิทธิภาพ

   วันนี้จะว่ากันถึงเรื่องพฤติกรรมของผู้นำที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับคุณ ระหว่างอ่านไป  ขอให้ประเมินตนไปด้วยว่า ในแต่ละพฤติกรรมที่ระบุไว้  มันมีอยู่ในตัวคุณมากน้อยแค่ไหน  เชิญติดตามได้เลยครับ

       ว่ากันว่าระดับความสำเร็จของคุณ   ขึ้นอยู่กับระดับความเป็นผู้นำของตัวคุณ  ซึ่งแต่ละระดับที่คุณจะก้าวขึ้นไป  ก็ต้องมีคุณสมบัติบางอย่างที่เพิ่มขึ้นจากเดิม  ดังนั้น พัฒนาการของการเป็นผู้นำ จึงเริ่มจากพื้นฐานบางเรื่องที่คุณต้องมีความเด่น   จนคุณก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำระดับกลางและก้าวต่อไปจนเป็นผู้นำระดับสูง   ซึ่งคนที่จะเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพนั้น  จะต้องมีความเก่งในสามเรื่องหลักๆ   ได้แก่  ความฉลาดเรื่องคน  มองโลกในแง่ดีและเป็นมืออาชีพ  ในฉบับนี้  ผมจะขยายความเกี่ยวกับความเก่งทั้งสามด้านของผู้ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำก่อน  ดังนี้ครับ

-ความฉลาดเรื่องคน 

      คนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำได้  ต้องมีทักษะในเรื่องคน  ซึ่งความเก่งด้านนี้มี  3 ส่วนหลักๆได้แก่

      1.รู้จักตนเอง 

     รู้จักตัวตนที่แท้จริงของตนเอง  รู้ถึงจุดแข็งจุดอ่อนและรู้ว่าตัวคุณมีผลต่อผู้อื่นอย่างไร คุณต้องรู้จักที่จะนำจุดแข็งมาใช้ในการสร้างผลงานและพัฒนาจุดแข็งของคุณให้เด่นชัดยิ่งขึ้นจนมีความแตกต่างจากผู้อื่นอย่างชัดเจน  ในขณะเดียวกัน  จงระมัระวังจุดอ่อนของคุณ  อย่าให้มันสร้างความเสียหายต่องาน ต่อผู้อื่นและต่อองค์กร  ในขณะเดียวกัน  คุณต้องหาทางลดจุดอ่อนที่สำคัญๆโดยเฉพาะจุดอ่อนในเชิงบุคลิกภาพ  พร้อมๆกับการทำให้ตัวคุณอยู่ในเนื้องานที่คุณได้ใช้จุดแข็งเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อผู้คนและต่อองค์กรให้ได้มากที่สุด

      2. รู้จักคนอื่น

          คนแต่ละคนมีบุคลิกภาพที่แตกต่างกัน  มีจุดอ่อนจุดแข็งที่ไม่เหมือนกัน   มีความฝัน  มีแรงบันดาลใจที่แตกต่าง   มีความเข้าใจเรื่องราวเร็วช้าต่างกัน  อีกทั้งมีค่านิยม  มีวิถีการดำรงชีวิตและช่องทางการรับข่าวสารทางรูป รส กลิ่น เสียงและ สัมผัสที่แตกต่าง  ถ้าคุณเข้าใจและรู้จักคนอื่นในแง่มุมเหล่านี้  คุณก็จะสร้างอิทธิพลเหนือคนอื่นได้  นอกจากนั้น  คุณยังต้องรู้จักใช้จุดแข็งของคนอื่นมาช่วยสร้างสรรค์งาน และหาทางพัฒนาอย่าให้จุดอ่อนของคนอื่นทำให้งานเสียหาย

 3.รู้จักวิธีขายความคิดหรือโน้มน้าวจูงใจผู้อื่น

          คนที่จะเป็นผู้นำ  ต้องเก่งในการสื่อสัมพันธ์กับผู้คน  เพื่อให้คนที่อยู่ในฐานะเป็นลูกน้อง เป็นดาวน์ไลน์ เพื่อนร่วมงาน เป็นไซด์ไลน์ หรือเป็นผู้บังคับบัญชาหรือเป็นอัพไลน์  เห็นด้วยและสนับสนุน  รวมถึงการทำให้เกิดบรรยากาศการทำงานที่มีพลัง  ซึ่งต้องใช้ความเก่งในด้านรู้จักคนอื่นและมีทักษะด้านการสื่อสารที่ดีประกอบกัน

-มองโลกในแง่ดี

        ผู้นำที่ดีจะต้องมีมุมมองต่อโลกในเชิงบวก  ไม่ใช่คนประเภทคิดลบ  จับผิดหรือกรองสิ่งผิดก่อนเสมอ  ซึ่งการเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี  จะต้องเป็นคนที่มีพื้นฐานของการเป็นคนมีความหวังในชีวิต  มีแรงผลักดัน  มีความยืดหยุ่นที่เหมาะสมในการใช้ชีวิต  มองหาทางออกของปัญหา  ไม่ใช่นั่งทับปัญหา  รู้จักเก็บอารมณ์  มองเห็นโอกาสในวิกฤติ  มีความเข้าใจความเป็นธรรมชาติของสรรพสิ่ง  มีมุมมองต่อปัญหาว่าเป็นเรื่องที่แก้ไขได้  ไม่ใช่เรื่องถาวรตลอดไป  รู้จักแยกแยะว่าอะไรคือสิ่งที่เราควบคุมได้และ อะไรเป็นสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา และจดจ่อไปยังปัจจัยที่เราเป็นผู้ควบคุม  ซึ่งในที่สุด จะส่งผลให้ปัญหาที่เราควบคุมไม่ได้ลดน้อยลง

-มีความเป็นมืออาชีพ

     คนที่เริ่มยกระดับสู่การเป็นผู้นำ  จะมีคนประเมินให้คะแนนว่าจะยอมรับให้นำหรือไม่อยู่ตลอดเวลา   ดังนั้น  จึงจำเป็นต้องแสดงบางสิ่งบางอย่างที่บ่งบอกความเป็นมืออาชีพออกมา ตั้งแต่การเรียนรู้จนเข้าใจธุรกิจที่คุณทำอย่างแตกฉาน  พูดจาแสดงออกถึงความรู้จริง ไม่พูดมั่วๆหรือไร้แก่นสาร เรียนรู้การนำอย่างถูกต้อง  รู้ว่าการนำเริ่มต้นจากการยอมรับในบุคลิกภาพทั้งภายในและภายนอก    คุณเป็นคนดูแลตัวเองดีหรือเปล่า  นิสัยใจคอเป็นอย่างไร  มีจิตใจที่ให้ความเป็นธรรมแก่คนอื่น  หรือเอารัดเอาเปรียบ  นิสัยแบ่งปันหรือเห็นแก่ตัว  ไว้วางใจได้แค่ไหน  นอกจากเรื่องบุคลิกภาพแล้ว  คุณยังจำเป็นต้องเป็นคนมีความสามารถและมีผลงานด้วย  ไม่ใช่เก่งแต่พูด หรือหน้าตาดี จิตใจดีอย่างเดียว

    ดังนั้น  จงจำไว้ว่า   หากคุณต้องการไต่ระดับบันไดผู้นำ  ขอให้เริ่มไต่ด้วยการวางรากฐานที่แข็งแรงก่อน  รากฐานที่แข็งแรงของผู้ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ  ก็เกี่ยวกับเรื่องราวทั้งหมดที่ผมได้แบ่งปันไปข้างต้น  อยากเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพจริง  กลับไปอ่านทวนอีกรอบนะครับ  ผมมั่นใจว่าคุณจะสามารถเป็นผู้นำที่ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน

ข้อคิดคำคม : Think 2 Rich

  “  ราคาของความยิ่งใหญ่คือความรับผิดชอบต่อชีวิตของตนเอง 100% ”

       การที่คุณจะกลายเป็นคนประสบความสำเร็จในชีวิตได้จนสามารถรับผิดชอบชีวิตตนเองและชีวิตของคนที่คุณรักได้ดีนั้น   คุณต้องยอมจ่ายราคาเพื่อความสำเร็จ  และหนึ่งประเด็นหลักของการจ่ายราคาก็คือ  การเป็นคนรับผิดชอบต่อความสำเร็จของตนเอง  โดยไม่ฝากชีวิตไว้กับคนอื่น  ไม่โทษสิ่งนอกตัวว่าเป็นต้นเหตุของความผิดพลาด ไม่หาข้ออ้างเพื่อมารองรับการกระทำหรือไม่กระทำของตนเอง ยึดมั่นอยู่กับการทำสิ่งที่ตัวคุณควบคุมได้ให้ดีที่สุดและทำให้มันดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา

  “ คุณต้องเป็นคนอย่างที่คุณต้องการเป็นจริงๆก่อน  จากนั้นก็ทำในสิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำ เพื่อจะได้มาซึ่งสิ่งที่คุณต้องการมี”

          การสร้างความสำเร็จในชีวิต  ก็มีลำดับขั้นตอนที่ให้ผลเช่นเดียวกับการทำกับข้าวหรือชงกาแฟที่คุณคุ้นเคย  ถ้าลำดับผิด  คุณจะไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีได้  ในการสร้างความสำเร็จนั้น  คุณต้องเริ่มจากการพัฒนาความสามารถตัวคุณก่อน  พร้อมๆกับการพัฒนาคุณลักษณะของตัวคุณไปด้วย  จากนั้นคุณต้องเอาความสามารถไปลงมือทำในทุกสิ่งที่จำเป็นต้องทำ  ไม่ใช่ทำเฉพาะเรื่องที่คุณพอใจทำ  หากคุณยืนหยัดทำวงจรนี้อย่างต่อเนื่อง  คุณก็จะได้ทุกสิ่งที่คุณต้องการ

 “ ผมไม่รู้ว่ามีความจริงอะไรที่จะให้กำลังใจได้มากไปกว่าความจริงที่ว่า มนุษย์มีความสามารถอย่างไม่ต้องสงสัย ที่จะทำให้ชีวิตของเขาสูงขึ้นได้โดยความพยายามอย่างตั้งใจ”

      มนุษย์ทุกคนที่มีชีวิตที่ดี   ล้วนเป็นคนตั้งใจที่จะทำให้ชีวิตของตนเองดี  โดยเริ่มจากการตั้งใจทำสิ่งที่ดีขึ้นๆให้แก่ชีวิตตนเองทุกๆวัน  และมีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่า  ความตั้งใจและความพยายามที่ต่อเนื่อง  จะทำให้ชีวิตดีขึ้นอย่างแน่นอน
นี่เป็นความจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์อีกแล้ว  ขอให้คุณใช้เป็นกำลังใจในการสร้างความสำเร็จของชีวิตได้เลย

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2558

Sale Tips 10 ปุ่มร้อนของผู้มุ่งหวัง กดให้ถูกปุ่ม ก็เพิ่มโอกาสในการขายได้

10 ปุ่มร้อนของผู้มุ่งหวัง  กดให้ถูกปุ่ม  ก็เพิ่มโอกาสในการขายได้

1.       เงิน     สิ่งที่คุณนำเสนอทำให้ผู้มุ่งหวังได้เงินเพิ่มขึ้นหรือประหยัดเงินให้กับเขาหรือไม่
2.       ความมั่นคง   ซื้อสินค้าของคุณ นำพาความมั่นคงและความปลอดภัยให้แก่ผู้มุ่งหวังหรือไม่
3.       การมีคนชอบ    ถ้าเขาใช้สินค้าของคุณ จะมีคนชอบเขามากขึ้นหรือไม่
4.       สถานภาพและศักดิ์ศรี   ใช้สินค้าของคุณแล้ว  ทำให้เขาดูดีมีชาติตระกูล และมีความภาคภูมิใจในตัวเองหรือไม่
5.       สุขภาพ   สินค้าของคุณทำให้เขามีสุขภาพที่ดีขึ้นหรือไม่
6.       การยกย่องและการยอมรับ   ใช้สินค้าของคุณแล้ว เขาจะได้รับเกียรติ  ได้รับการชื่นชม ยกย่องและให้การยอมรับหรือไม่
7.       ความรักและมิตรภาพ    ใช้สินค้าของคุณแล้ว  เขาจะได้เข้าร่วมสังคมที่ดี  มีความรักและมิตรภาพดีๆให้กันและกันหรือไม่
8.       การเป็นนายของตัวเอง   หากตัดสินใจเลือกทางเลือกที่คุณเสนอ  จะทำให้เขามีโอกาสเป็นนายของตัวเอง  ไม่ต้องให้ใครคอยชี้นิ้วสั่งหรือไม่
9.       การพัฒนาเปลี่ยนแปลงตนเอง   การใช้สินค้าของคุณหรือเข้าร่วมกิจกรรมกับคุณ  ส่งเสริมให้เขาได้มีโอกาสพัฒนาเปลี่ยนแปลงตนเอง  ให้มีบุคลิกภาพที่ดีขึ้น  มีความสามารถที่สูงขึ้นและเป็นคนที่เก่งขึ้นหรือไม่
10.   รางวัลและการเติบโต     สินค้าที่คุณนำเสนอส่งเสริมให้เขาเจริญเติบโตขึ้น   ประสบความสำเร็จมากขึ้นและได้รับรางวัลที่มากขึ้นหรือไม่
    ทั้งหมดที่ว่ามานี้คือ 10 ปุ่มร้อนของผู้มุ่งหวัง   ถ้าคุณประเมินออกว่าใครต้องการปุ่มไหน  เวลานำเสนอโอกาสทางธุรกิจหรือนำเสนอสินค้า  กดให้ถูกปุ่มแล้วขยี้ให้ถึงอารมณ์   คุณก็จะมีสถิติการขายที่ดีขึ้นหลายเท่าตัวครับ

ข้อคิด คำคม

 “  ชีวิตจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง   จนกว่าความเจ็บปวดจากความนิ่งเฉย  จะมากกว่าความเจ็บปวดจากการเปลี่ยนแปลง
       มนุษย์ทุกคนจะมีพื้นที่ที่ตัวเองสบายใจเมื่อเปรียบเทียบกับการต้องเปลี่ยนแปลง  คนส่วนใหญ่จึงยอมอดทนกับการอยู่กับสภาวะเดิมๆ   แม้ว่าสภาวะนั้นจะไม่ใช่สภาวะที่มีความภาคภูมิใจหรือรู้สึกดีกับตัวเองก็ตาม   อย่างไรก็ตาม  หากใครทนจนมาถึงขั้นพอกันทีกับชีวิตเดิมๆหรือกับสิ่งเดิมๆ  และเข้าถึงอารมณ์แห่งความเจ็บปวดถ้าต้องอยู่ในสภาพเดิม  คนผู้นั้นก็จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตนเอง  กล้าที่จะเลือกและทำในสิ่งใหม่ๆ

           คุณจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดของคนอื่น  เมื่อคุณได้ให้สิ่งที่ดีที่สุดของคุณออกไป
       ในการสร้างความสำเร็จของชีวิตมนุษย์นั้น   หัวใจสำคัญอยู่ที่การสร้างสมดุลของการเป็นผู้ให้และเป็นผู้รับ
หากเราให้อย่างเดียวโดยไม่เป็นผู้รับที่ดี  ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ  และที่หนักไปกว่านั้นก็คือ  หากเราจ้องจะเป็นผู้รับอย่างเดียวโดยไม่ยอมเป็นผู้ให้เลย  ก็ยิ่งยากกว่า   ดังนั้น  ความสำเร็จของคุณจึงเริ่มจากการเป็นผู้ให้ของคุณก่อน  และหากคุณให้สิ่งที่ดีที่สุดในตัวคุณแก่คนอื่นหรือแก่ตลาดที่คุณให้บริการ     ในเชิงผลสะท้อนกลับนั้น  คนอื่นหรือตลาดก็จะส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดกลับคืนมาให้แก่คุณเช่นเดียวกัน  ในทางตรงกันข้าม  หากคุณกั๊กไม่จริงใจและเล่นไม่เต็มร้อย  คุณก็จะได้รับกลับไม่เต็มร้อยเช่นเดียวกัน

          ชีวิตเหมือนภาพเขียนขนาดใหญ่  และคุณควรใช้สีทั้งหมดที่คุณมีสร้างสรรค์มันขึ้นมา

      ชีวิตที่ดีในแบบที่คุณต้องการ  คุณต้องเป็นคนออกแบบและวาดภาพออกมาให้ได้   เปรียบไปก็เหมือนกับการวาดภาพขนาดใหญ่  ที่จะต้องมีองค์ประกอบของภาพหลายๆส่วน  การจะวาดภาพให้สวยงามและมีความหมายที่ดีนั้น นอกจากคุณจะต้องมีฝีมือในการวาดภาพแล้ว  คุณยังต้องใช้สีที่คุณมีทั้งหมดเพื่อสร้างสรรค์งานอย่างเต็มที่   เช่นเดียวกัน  ในขณะที่คุณกำลังขึ้นรูปชีวิตของคุณ  คุณก็ต้องดึงศักยภาพของคุณออกมาใช้อย่างเต็มที่  เพื่อให้คุณกลายเป็นคนที่ดีที่สุดเท่าที่คุณจะสามารถเป็นได้

ทุนเรียนต่อเมืองนอก

E-Book แนะนำ รองรับโทรศัพท์มือถือ


กรอกข้อมูลเพื่อรับสิทธิพิเศษ