แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิตวิทยา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิตวิทยา แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2559

เสน่ห์ดึงดูด อารมณ์ของมนุษย์


เสน่ห์ดึงดูด อารมณ์ของมนุษย์มีส่วนสำคัญในการสร้างกฎเกณฑ์และอารยธรรม คนเรามักอยู่ภายใต้อิทธิพลของอารมณ์มากกว่าเหตุผล การสร้างสรรค์งานอะไรสักอย่างคุณก็ต้องใช้อารมณ์ ไม่ใช่เหตุผลล้วนๆ จิตใจของคนเราตอบสนองต่อสิ่งเร้าผ่านสิ่งซึ่งเป็นเหมือนกุญแจเปิดทาง เช่น ความกระตือรือร้น จินตนาการสร้างสรรค์ หรือปณิธานอันแรงกล้า สิ่งเร้าที่กระตุ้นจิตใจของเรา ได้แก่
1. ความต้องการแสดงออกทางเพศ
2. ความรัก
3. ความปรารถนาในชื่อเสียง อำนาจ ความมั่นคงทางการเงิน
4. ดนตรี
5. มิตรภาพ และการได้รับการยอมรับจากผู้อื่น
6. กัลยาณมิตรที่พร้อมจะร่วมกันคิด และระดมความคิดเพื่อความก้าวหน้า
7. ความเห็นอกเห็นใจกันซึ่งกันและกัน
8. การเสนอแนะตัวเอง
9. ความหวาดกลัว
10. แอลกอฮอล์และยา

 ความต้องการแสดงออกทางเพศอยู่ในอันดับต้นๆ ของสิ่งเร้าที่มีผลต่อจิตใจ และเป็นตัวผลักดันให้เกิดกิจกรรมต่างๆ อารมณ์ที่สัมพันธ์กับแรงขับทางเพศเป็นส่วนหนึ่งของจิตใจ เมื่อถูกกระตุ้นด้วยแรงปรารถนานี้ คนเราจะกล้าหาญ มีอำนาจจิต มีจินตนาการ และมีความสามารถในการสร้างสรรค์ โดยที่ในภาวะปกติแล้วพวกเขาจะไม่มีเลย ความต้องการแสดงออกทางเพศกระตุ้นให้เรากล้าเสี่ยงและพยายามสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง เขื่อนที่กั้นแม่น้ำไว้ทำให้กระแสน้ำถูกควบคุมไว้ชั่วคราว และได้รับการปลดปล่อยพลังออกมาในที่สุด กามารมณ์ก็มีลักษณะเดียวกันนี้ มันจะถูกกักและควบคุมเอาไว้ระยะเวลาหนึ่ง แต่ต้องหาทางปลดปล่อยตามธรรมชาติ

 ความต้องการทางเพศเป็นสิ่งที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด และเป็นเรื่องของธรรมชาติ ความปรารถนานี้ไม่สามารถและไม่ควรจะถูกกักเอาไว้หรือทำลายทิ้งเสีย มันสามารถส่งผลดีให้กับร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ หากเราสามารถควบคุมและจัดการแรงจูงใจนี้ให้เป็นประโยชน์ได้ โดยใช้เพื่อการสร้างสรรค์งานวรรณกรรมศิลปะและกิจกรรมอื่นๆ ซึ่งรวมไปถึงการสร้างความร่ำรวยด้วย

 วิทยากรผู้ซึ่งอบรมนักขายไปมากกว่า 30,000 คน ให้ข้อสรุปว่า นักขายที่มีแรงดึงดูดทางเพศมากที่สุดมักจะเป็นนักขายที่เก่งที่สุด คำอธิบายของปัจจัยทางบุคลิกภาพที่รู้จักกันว่า “แรงดึงดูดเฉพาะตัว” ก็คือพลังทางเพศนั่นเอง ผู้จัดการฝ่ายขายที่เก่งมักพิจารณาเลือกจ้างพนักงานขายที่มีแรงดึงดูดเฉพาะตัวหรือมีเสน่ห์ดึงดูด คนที่ขาดพลังทางเพศนอกจากตัวเองจะไม่ค่อยกระตือรือร้นแล้ว ยังไม่สามารถกระตุ้นให้ผู้อื่นกระตือรือร้นด้วย

ความกระตือรือร้นเป็นหนึ่งในลักษณะสำคัญของนักขาย ไม่ว่าคุณกำลังขายของอะไรก็ตาม นักพูด นักเทศน์ นักกฎหมาย หรือนักขายที่ขาดเสน่ห์ดึงดูดผู้อื่น และไม่เห็นความสำคัญของการโน้มน้าวจิตใจผู้อื่นมักจะล้มเหลวไปตลอด ความจริงที่ว่าคนส่วนใหญ่มักจะถูกโน้มน้าวด้วยเสน่ห์ที่มีผลต่ออารมณ์ จะทำให้คุณยิ่งเชื่อมั่นว่า เสน่ห์ดึงดูดเป็นส่วนสำคัญยิ่งของความสามารถในการขาย

นักขายระดับแนวหน้าสามารถสร้างยอดรายได้สูง เพราะเขาสามารถแปรเปลี่ยนเสน่ห์ดึงดูด (พลังทางเพศ) ไปเป็นความกระตือรือร้นในการขาย นั่นก็คือการแปรสภาพของกามารมณ์นั่นเอง ความหมายง่ายๆ ของคำว่า แปรสภาพ ก็คือ การเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนสภาพของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง พลังการแปรสภาพของพลังทางเพศจึงหมายความถึงการเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดและการแสดงออกทางร่างกาย ไปกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกตามธรรมชาติแก่ผู้อื่น

นักขายที่รู้จักวิธีในการสร้างเสน่ห์ดึงดูดจะเป็นคนที่มีศิลปะในการแปรสภาพของพลังทางเพศออกมาก ไม่ว่าเขาจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม นักขายส่วนมากที่มีความสามารถในการแปรสภาพพลังทางเพศ มักทำไปโดยไม่รู้ตัว และไม่รู้ตัวด้วยว่าตัวเองทำได้อย่างไร คุณสามารถสร้างและพัฒนาคุณลักษณะนี้ขึ้นมาได้จากการติดต่อกับคนอื่น ด้วยความรู้ความเข้าใจนี้ คุณสามารถพัฒนาแรงจูงใจที่สำคัญนี้ให้มาก และใช้มันสร้างความได้เปรียบในการสร้างมนุษยสัมพันธ์ และพลังนี้อาจส่งต่อไปยังผู้อื่นด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

1. การจับมือ สัมผัสที่มือจะเป็นตัวบ่งบอกว่า คุณมีเสน่ห์ดึงดูดหรือไม่
2. โทนเสียง เสน่ห์ดึงดูดหรือพลังทางเพศเป็นส่วนสำคัญของน้ำเสียงที่ไพเราะและมีเสน่ห์
3. กิริยาท่าทาง คนที่มีเสน่ห์ดึงดูดจะมีกิริยาท่าทางกระฉับกระเฉง แต่สุภาพเรียบร้อย
4. บุคลิกภาพ คนที่มีเสน่ห์ดึงดูดจะส่งสัมพันธภาพทางเพศผ่านบุคลิกที่สามารถโน้มน้าวผู้อื่น
5. เสื้อผ้าและการแต่งกาย คนที่มีเสน่ห์ดึงดูดมักจะเป็นคนที่พิถีพิถันในการเลือกเสื้อผ้า และแต่งกายได้เหมาะสมกับบุคลิกภาพและสถานที่

ดั้งนี้ ท่านผู้อ่านขอให้เตรียมความพร้อมให้ดี  ครั้งหน้าเมื่อคิดต้องการสัมพันธภาพกับบุคคลอื่น  ขอให้นึกว่าพื้นฐานมนุษย์นี้เหมือนกัน เราจงใช้เคล็ดลับนี้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด


วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2558

วิธีบริหารสมองและจิตใจให้แจ่มใสและเตรียมพร้อมสำหรับท­­­ุกวัน



 เรียนรู้วิธีบริหารสมองและจิตใจให้แจ่มใสและเตรียมพร้อมสำหรับท­­­ุกวัน เพื่ออารมณ์ที่สดใสและสมองที่ปลอดโปร่ง

          รู้ไหมว่าจริง ๆ แล้ว การที่จะมีสุขภาพกายใจที่แข็งแรงและแจ่มใสนั้น ไม่ใช่เพราะการออกกำลังกายทางร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงการบริหารจิตอีกด้วย ซึ่งวิธีการบริหารจิตก็ไม่ใช่เรื่องยาก อย่างเช่นที่ นพ.สุรเกียรติ อาซานานุภาพ ได้เปิดเผยเอาไว้ในหนังสือหมอชาวบ้านครับ ขอบอกเลยว่าแต่ละวิธี ง่ายและดีต่อสุขภาพกายใจสุด ๆ เลย

          การบริหารจิตมีผลต่อสุขภาพกาย สมอง และจิตใจพอ ๆ กับการบริหารกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีผลต่อการพัฒนาสมองด้วยการกระตุ้นให้เกิดการ­­­งอกใหม่และการปรับวงจรใหม่ของเซลล์สมอง ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาจิตใจให้สมบูรณ์ และมีความสุขสงบเย็นอีกต่อหนึ่ง

การบริหารจิตควรทำให้เป็นกิจวัตรในชีวิตประจำวัน ซึ่งพอรวบรวมไว้ 10 วิธี ดังนี้

1. ออกกำลังกาย

          เช่น วิ่งเหยาะ เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิก ฝึกชี่กง รำมวยจีน (ไท่เก๊ก) ฝึกโยคะ เป็นต้น ในการออกกำลังกายสามารถบริหารจิตไปในตัว โดยการใช้สติระลึกรู้อยู่กับจังหวะการเคลื่อนไหว ในช่วงแรกอาจใช้วิธีนับ (เช่น นับซ้าย-ขวา นับ 1-2 หรือ 1 ถึง 10 กับจังหวะก้าว) เป็นตัวช่วย จนสติมั่น ก็ไม่ต้องนับ

2. นอนหลับให้เพียงพอ ประมาณ 6-8 ชั่วโมง

          การนอนหลับดีมีผลต่อการพัฒนาสมอง หลีกเลี่ยงการอดนอนและการมีอารมณ์เครียดติดต่อกันนาน ๆ เพราะมีผลลบต่อร่างกาย สมองและจิตใจ

3. บริโภคอาหารสุขภาพตามหลักธงโภชนาการ

          โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดหวาน มัน เค็ม หันมากินปลา กินผักและผลไม้ให้มาก ๆ ไขมันโอเมก้า 3 ในปลา (เช่น ปลาดุก ปลาซ่อน) มีผลดีต่อการสร้างเซลล์สมองใหม่ และหลีกเลี่ยงการบริโภคสุรา ยาสูบ และสารเสพติด

4. หมั่นเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ

          โดยการอ่าน การฟัง การค้นคว้า การหาประสบการณ์ใหม่ ๆ การคิดใคร่ครวญ การถาม การบันทึกตามหลัก "สุ. จิ. ปุ. ลิ." ควบคู่กับการฝึกใช้ความคิดเป็นประจำ เช่น การฝึกแก้ปัญหา การเล่นไพ่ การเล่นเกมต่าง ๆ

5. ฝึกสมาธิ

          เช่น ฝึกอานาปานสติ สวดมนต์ ไหว้พระ เดินจงกรม ทำละหมาด อธิษฐานจิตวันละอย่างน้อย 1-2 ครั้ง นานครั้งละ 5-10 นาที ช่วยให้จิตใจมั่นคงสงบนิ่ง ไม่วอกแวก ฟุ้งซ่าน ขาดสมาธิ หรือใจลอยง่าย ควรรักษาจิตที่นั่งแต่ตื่นรู้ไว้ตลอดเวลาของการปฏิบัติสมาธิ อย่าให้นานจนหลับหรือเข้าสู่ภวังค์ จะทำให้จิตเฉื่อยเนือย นำมาใช้งานในการรับรู้สิ่งเร้าอย่างรู้เท่าทันไม่ได้ ซึ่งต่างจากสติ

6. เจริญสติ-รู้ตัวกับอิริยาบถและกิจกรรมต่าง ๆ

          เช่น ระลึกรู้ตัวอยู่กับการนั่ง นอน ยืน เดิน การเคลื่อนไหวจังหวะขณะออกกำลังกายต่าง ๆ การทำกิจวัตรประจำวัน เช่น แปรงฟัน อาบน้ำ ดื่มน้ำ กินอาหาร เคี้ยวข้าว ล้างจาน กวาดบ้าน ถูบ้าน ซักผ้า รีดผ้า ให้มีความตื่นรู้อยู่กับปัจจุบันขณะ

          เมื่อจิตอยู่กับปัจจุบัน ก็จะสงบเย็น มีความสุข มีประสิทธิภาพในการทำกิจที่อยู่ตรงหน้า ไม่หวนคิดเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีต หรือคิดกลัวกังวลกับเรื่องอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ทำให้จิตใจฟุ้งซ่าน เป็นทุกข์ เครียด สูญเสียพลังสมองโดยเปล่าประโยชน์

7.ฝึกใช้ลมหายใจเป็นระฆังแห่งสติ

          เราสามารถตามรู้ลมหายใจเข้า-ออกในการทำอานาปานสติ ในการเจริญสติต่าง ๆ และอาจเสริมด้วยการตามรู้ลมหายใจเข้าออกที่เป็นธรรมชาติ ไม่ต้องปรุงแต่งลมหายใจให้ยาวให้ลึกกว่าปกติ เพียง 1-3 รอบ โดยเข้ากับออก 1 ครั้งเท่ากับ 1 รอบ โดยไม่ต้องหลับตา หรือบริกรรมแบบการทำสมาธิ

          ควรทำให้บ่อย ๆ เท่าที่รู้สึกตัวตั้งแต่ตื่นเช้าจนเข้านอน ทำจนเป็นนิสัย ต่อไปก็สามารถใช้ลมหายใจเพียง 1 รอบเป็นระฆังเตือนสติก่อนทำกิจกรรมต่าง ๆ เรียกว่า "ตั้งสติก่อนสตาร์ท" หรือเวลามีอารมณ์เครียดเกิดขึ้น ก็สามารถใช้ลมหายใจเตือนตัวเองให้เกิดสติรู้ตัว และควบคุมอารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้นให้ระงับบรรเทาหายไปได้ทันที

8. ฝึกพักใจและสมองเป็นระยะ ๆ ในแต่ละวัน

          เช่น หยุดคิด โดยหันมาชื่นชมธรรมชาติ หรือศิลปะ นานครั้งละ ½ ถึง 1 นาที, ตามดูห้วงว่างระหว่างความคิด ลมหายใจเข้าออกและเสียงต่าง ๆ, หามุมสงบในบ้าน ในที่ทำงาน หรือในสวน นั่งปล่อยวางอารมณ์อย่างเงียบ ๆ หรือตามรู้ลมหายใจประกอบ นาน 5-10 นาที เป็นต้น การพักใจและสมอง ช่วยให้มีพลังในการทำงานได้ไม่เหนื่อยล้า
9. เจริญปัญญาจากการสังเกตธรรมชาติของสรรพสิ่ง

          ว่าล้วนเกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัยมากมายที่มีการแปรเปลี่ยน ไม่คงที่ตลอดเวลา จนเห็นด้วยปัญญาตนว่า "ทุกสิ่งล้วนมีการเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป" เป็นธรรมดา ไม่ควรยืดมั่นถือมั่นในสิ่งใด ๆ ทั้งสิ้น ควรใช้ปัญญามองทุกสิ่งตามความเป็นจริงตามเหตุปัจจัย เงื่อนไข หรือบริบทในขณะนั้น แล้วจัดความสัมพันธ์หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับเหตุปัจจัย เงื่อนไข หรือบริบทนั้น ๆ ก็จะเกิดความราบรื่น กลมกลืนประสบผลดี ไม่ทุกข์ ไม่เครียดและเป็นสุข

10. ฝึกคิดดี-พูดดี-ทำดี ให้เป็นนิสัย

          ช่วยถ่วงดุลกับธรรมชาติของจิตที่มักคิดลบซึ่งเป็นไปตามกลไกลมอง­ที่มักถูกครอบงำด้วยความมีอัตตาตัวตน นิสัยความเคยชินเดิม และอารมณ์ลบ

          นอกจากนี้ควรหมั่นมีจิตอาสาทำงานเพื่อคนอื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแ­­­ทนช่วยเหลือเกื้อกูลคนอื่น, ฝึกฟังคนอื่น และเข้าใจคนอื่น, รู้จักใช้ปิยวาจา รวมทั้งรู้จักพูดชื่นชม ให้กำลังใจผู้คนรอบข้าง, ฝึกตามดูรู้ทันความคิด อารมณ์ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจ ซึ่งจะช่วยให้ควบคุมตัวเองได้ดี

          หมั่นมองตน ทบทวนตัวเองทุกวัน วันละหลายครั้ง หรือหลังเสร็จจากการทำกิจต่าง ๆ มองให้เห็นจุดแข็ง (เพื่อให้กำลังใจตัวเอง) และจุดอ่อน (เพื่อการปรับเปลี่ยนและพัฒนาตน), หมั่นนึกขอบคุณผู้คนและสิ่งต่าง ๆ (ทั้งสิ่งมีชีวิตและมีชีวิตและไม่มีชีวิต) ที่เกื้อหนุนให้ชีวิตเราปลอดภัยและเติบโตมาด้วยดี ทั้งหมดนี้เพื่อฝึกการรู้ตนควบคุมตน และลดละอัตตาตัวตนครับ

วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2558

5 ขั้นตอน แก้นิสัย "ผัดวันประกันพรุ่ง"


   สำนักข่าว VOA Thai เผยแพร่บทความในหนังสือพิมพ์ Wall Street Journal กล่าวถึงการผัดวันประกันพรุ่งว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เป็นสิ่งที่ทำกันมาแล้วทุกคนไม่มากก็น้อย โดยชี้แนะว่าผลกระทบของการผัดวันประกันพรุ่งนี้ ถ้าเป็นอุปนิสัยที่ยืดเยื้อเรื้อรัง อาจส่งผลเสียอย่างมากต่อชีวิตครอบครัวหรือการงานได้

นักจิตวิทยานิยามการผัดวันประกันพรุ่ง ว่าเป็นการจงใจชะลอการกระทำ แม้เจ้าตัวจะรู้ถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นตามมาในอนาคต หรือการมุ่งหาความสนุกหรือความเพลิดเพลินในระยะสั้น แม้จะต้องชดใช้ผลในระยะยาว

นักวิจัยที่มหาวิทยาลัย Stockholm เผยแพร่รายงานการศึกษาของตนในเรื่องนี้ออกมาเมื่อเดือนสิงหาคม ที่ระบุว่าการผัดวันประกันพรุ่งที่เรื้อรังนั้น คือการที่คนเราจัดการกับความกดดันทางอารมณ์และจิตใจ ยกตัวอย่างเช่นแทนที่จะทำงานให้แล้วเสร็จ เราอาจเลือกไปออกกำลังกายที่โรงยิมแทน โดยบอกกับตัวเองว่า การออกกำลังกายเป็นประโยชน์ นักจิตวิทยาเรียกการกระทำเช่นนี้ว่าเป็น “การชดเชยทางจิตใจ” ที่ทำให้ผู้กระทำมีความรู้สึกดี แม้จะเป็นการเลี่ยงงานก็ตาม

นักผัดวันประกันพรุ่งบางคนอ้างว่า ที่ยังไม่ได้เริ่มทำงานชิ้นนั้นชิ้นนี้ เพราะกำลังคิดหาทางทำเพื่อให้ได้ผลสมบูรณ์เต็มที่ ไม่ต้องมีการแก้ไขปรับปรุงกันอีก ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ผลที่อาจเกิดขึ้นตามมากับอุปนิสัยผัดวันประกันพรุ่งที่ฝังลึกเรื้อรังนั้น อาจทำให้ชีวิตครอบครัวล่มสลาย ถูกออกจากงาน และบ่อยครั้งทำให้เจ้าตัวมีความรู้สึกไม่มั่นใจในความสามารถของตนเอง ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงได้กับโรคเศร้าซึม ความกระวนกระวายใจ และสุขภาพร่างกายโดยทั่วไปที่ไม่ดี

ศาสตราจารย์ Timothy Pychyl สอนวิชาจิตวิทยาอยู่ที่มหาวิทยาลัย Carleton ในกรุง Ottawa ของแคนาดา ให้คำแนะนำเพื่อแก้นิสัยผัดวันประกันพรุ่ง ไว้เป็นขั้นตอนดังนี้

ขั้นแรก - แบ่งโครงการงานที่จะต้องทำออกเป็นส่วนๆ โดยกำหนดเป้าหมายของงานแต่ละส่วนไว้

ขั้นที่สอง - เริ่มต้นทำงาน

ขั้นที่สาม - เตือนใจตนเองเสมอว่า การทำงานเสร็จจะเป็นประโยชน์กับตนเองในอนาคต และการเลื่อนการทำงานออกไปในตอนนี้ จะไม่ทำให้งานชิ้นนี้สนุกน่าทำงานมากขึ้นในอนาคต

ขั้นที่สี่ - กำหนดการลงโทษตนเองถ้าเลื่อนเวลาเริ่มทำงานออกไป โดยไม่ต้องเป็นโทษหนักหนาอะไร เช่นถ้าอยากจะเล่นวิดีโอเกมแทนการทำงาน ก็ต้องไปใช้เครื่องคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งต่างหาก

ขั้นสุดท้าย -ให้รางวัลตนเองเมื่อทำงานเสร็จทั้งหมด โดยจะให้รางวัลเล็กๆ เป็นระยะเมื่อทำงานตามเป้าหมายย่อยเสร็จด้วยก็ได้

นักวิจัยหลายทีมงานกำลังศึกษาทดลองวิธีต่างๆ ที่จะแก้นิสัยผัดวันประกันพรุ่ง รวมทั้งวิธีบำบัดโดยการสอนให้รู้จักช่วยตนเอง และการหารือกับนักจิตวิทยาเพื่อให้รู้จักตนเองและมองอนาคตของตนเองได้ในระยะยาว เหล่านี้เป็นต้น จะมีผลการทดลองวิธีบำบัดบางวิธีเป็นเวลาหนึ่งปีเผยแพร่ออกมาให้ได้ทราบกันในปีนี้ว่า วิธีใดทำได้สำเร็จมากน้อยแค่ไหน?

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2558

บัญญัติ 10 ประการ ที่จะนำไปสู่ “ความมั่งคั่ง”


บัญญัติ 10 ประการ ที่จะนำไปสู่ “ความมั่งคั่ง” 

ผมชอบหนังสือเล่มหนึ่งที่มีชื่อว่า “Be Rich…  The Ten Financial Laws of Prosperity” หรือแปลตามความได้ว่า “มารวยกันเถอะ… กฎการเงิน 10 ข้อ แห่งความเจริญรุ่งเรือง” โดยผู้แต่งหนังสือเล่มนี้ก็คือ แดน ดูลิน (Dan Dulin) และ เกร็ก เอ็น ไวเลอร์ที่สอง (Greg N. Weiler II)  เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึง กฎการเงิน 10 ข้อ ที่จะสามารถนำพาให้เราไปพบกับความเจริญรุ่งเรืองและความมั่งคั่งได้ โดยพอสรุปได้ดังนี้ครับ

หนึ่ง  คุณต้องเชื่อว่า… “คุณจะต้องทำสำเร็จแน่”

เช่นเดียวกับ พลังของการตั้งเป้าหมาย ก่อนที่คุณจะทำอะไรเพื่อให้ประสบความสำเร็จนั้น อันดับแรก คุณต้องเชื่อเสียก่อนว่า… “ฉันจะต้องทำสำเร็จแน่” โดยให้แนวความคิดที่ว่า

• สิ่งที่คุณเชื่อก็คือ…สิ่งที่คุณจะเป็น ถ้าคุณคิดว่า…คุณรวย คุณก็จะ…รวย• คุณจะต้องมี “พลังของความคิดในแง่บวก”• คุณต้องการเงินเท่าไร?  แผนการเงินของคุณ ที่จะทำให้ได้…เงินก้อนนั้นมา
ในบทนี้เป็นเสมือนการตั้งเป้าหมาย ด้วยพลังความคิดในแง่บวก ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้จริง และคุณเองก็ทำได้… ทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับ “คุณ”

สอง  การประหยัดเพื่อ…อนาคต

ความคิดอันดับแรกที่มักจะเกิดขึ้นในใจของคนจนก็คือ  เมื่อได้รับเงินมาแล้ว พวกเขาก็มักที่จะหาวิธีการที่ใช้จ่ายเงินก้อนนั้นออกไปอย่างไร? เช่น การจ่ายบิลที่จำเป็นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ค่าโทรศัพท์ และอื่นๆ  ถ้าหากเงินที่ได้มายังเหลืออยู่ ก็จะคิดต่อไปถึงการใช้จ่ายเงินที่เหลือต่อไปอย่างไร…จนเงินหมด ไม่มีเหลือเก็บออมไว้ได้เลย

ขณะที่คนรวยมักจะมีความคิดอันดับแรกที่เกี่ยวกับเงินที่ได้มาว่า…จะเก็บออมเท่าไรดี?  อาจจะเป็น 10% หรือมากกว่านั้น หลังจากที่หักเงินออมออกไปแล้ว จึงมาคิดต่อว่า เงินที่เหลืออยู่จำเป็นจะต้องจ่ายอะไรบ้าง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว คนรวยจึงสามารถที่จะเก็บออมได้ทุกเดือนอย่างไม่ยากลำบากนัก เพราะเงินเดือนหรือรายได้ที่ได้มาในแต่ละเดือนจะถูกหักออกไปเพื่อการออมเงิน…เป็นอันดับแรก นั่นเอง

สาม  หารายได้…เพิ่มขึ้น

ในข้อนี้…จะเน้นไปที่การหารายได้เสริม ซึ่งอาจจะเป็นงานนอกเวลาทำงานปกติ หรืออาจจะเป็นธุรกิจเล็กๆที่มีแนวโน้มที่จะสามารถหารายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งคุณคงจะต้องหาวิธีใดวิธีหนึ่งที่จะหามาให้ได้ซึ่ง…รายได้เสริม

แต่หากคุณยังคิดไม่ออก มีวิธีการง่ายๆที่จะพอช่วยคุณได้คือ ลองมองหาคนที่คุณรู้จัก…ที่เขาสามารถหาเงินได้เป็นจำนวนมากๆ ลองเรียนรู้ดูว่าคุณจะพอทำตามหรือลอกเลียนแบบเขาได้บ้างไหม? นอกจากนั้นการศึกษาหาความรู้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะสามารถทำให้คุณหาอาชีพเสริมได้ เช่น การศึกษาอุปนิสัยของคนที่รู้จักที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจ การอ่านหนังสือของคนที่ประสบความสำเร็จในอาชีพเสริม หรือแม้กระทั่งการค้นหาคำง่ายๆจากอินเทอร์เน็ต

สี่  จงดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง

คงมีคุณผู้อ่านหลายท่านที่มีความรู้เกี่ยวกับ “ลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์” ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับความต้องการของมนุษย์นั้นแบ่งออกเป็น 5 ระดับคือ ความต้องการทางกายภาพ ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย ความรักและความเป็นเจ้าของ ความเคารพนับถือ และความสมบูรณ์ของชีวิต

หลังจากที่คุณผู้อ่านได้เรียนรู้ “ลำดับความต้องการของมาสโลว์” ไปแล้ว เราก็คงจะพอตระหนักได้ว่า เมื่อมนุษย์ได้รับความต้องการขั้นพื้นฐานในลำดับที่ 1 และลำดับที่ 2 ไปแล้ว มนุษย์จะพยายามขยับขยายฐานะความเป็นอยู่ของตน เพื่อที่จะให้ตนก้าวข้ามไปอยู่ในสังคมที่สูงขึ้นหรือการก้าวไปสู่ความต้องการในลำดับที่ 3 และ 4  ซึ่งจะทำให้ใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็นอีกมากมาย และอาจจะนำไปสู่ “ความล้มเหลวทางการเงิน” ได้ในที่สุด และนั่นคือสิ่งที่เรียกกันว่า “กับดักการใช้ชีวิต” (Lifestyle Trap)

ห้า  พยายามช่วยเหลือ… คนที่ยังต้องการอยู่

ในโลกนี้ยังมีคนยากจนและคนที่ต้องการความช่วยเหลืออีกเป็นจำนวนมาก การที่คุณผู้อ่านสามารถที่จะให้บางสิ่งบางอย่างที่พวกเขาต้องการ โดยไม่ทำให้ตัวเราเองต้องเดือดร้อน จะเป็นสิ่งที่ทำให้โลกใบนี้…น่าอยู่ยิ่งขึ้น และจะทำให้เรามีความสุขจากการให้ ซึ่งก็จะมีผลทำให้จิตใจและร่างกายของเราพลอยดีขึ้นไปด้วย สิ่งที่คุณผู้อ่านสามารถมอบได้นั้นมี 3 สิ่งด้วยกันคือ

• การให้เงิน พยายามจัดสรรรายได้ที่ได้รับประมาณ 10% เพื่อให้แก่คนจน เงินจำนวนนี้อาจมีค่านับเป็นสิบร้อยพันเท่าสำหรับคนยากจนเหล่านี้ ซึ่งจะทำให้เขาเหล่านั้นมีความหวังในชีวิต…มากขึ้น• การให้เวลา โดยการเสียสละเป็นอาสาสมัคร เป็นครู เป็นพี่เลี้ยง หรือเป็นคนที่สามารถช่วยคนทางหนึ่งทางใดได้ การเสียสละเวลาซัก 1-2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ก็สามารถทำให้สังคมดีขึ้นแล้ว• การให้อภัย การให้อภัยอาจจะเป็นสิ่งเดียวในสามสิ่งนี้ ที่จะทำให้คุณผู้อ่านมีภาวะจิตใจที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว และจะนำไปสู่สุขภาพร่างกายที่ดีขึ้นอีกด้วย นอกจากนั้นการให้อภัยยังสามารถทำให้ความสัมพันธ์กับผู้อื่นพลอยจะดีขึ้นไปด้วย

หก  จงเตรียมพร้อม

ในการดำเนินชีวิตจำเป็นที่จะต้องมีการเตรียมพร้อมทางด้านการเงิน โดยเฉพาะในกรณีที่มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น การเตรียมพร้อมทางการเงินดังกล่าวพอที่จะจำแนกเป็นประเภทได้ดังต่อไปนี้

เงินฉุกเฉิน  ทุกคนจำเป็นที่จะต้องมีเงินฉุกเฉินไว้เผื่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น

การประกันชีวิตและการประกันภัย  เพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจจะเกิดจากอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดใดๆ เช่น การประกันความพิการหรือทุพพลภาพ  การประกันน้ำท่วม เป็นต้น

เจ็ด  ใช้ชีวิตอย่าง…ไม่มีหนี้

หากคุณยังไม่มีหนี้สินอยู่เลย ก็จงอย่าเป็นหนี้ แต่หากคุณมีหนี้สินที่ต้องผ่อนชำระอยู่แล้ว มีวิธีการบางวิธีที่จะช่วยขจัดหนี้เหล่านี้ออกไปจากชีวิตของคุณได้

   ขั้นที่ 1  จงอย่าสร้างหนี้สินเพิ่มขึ้น

   ขั้นที่ 2  ยกเลิกการใช้บัตรเครดิต

   ขั้นที่ 3  ใช้เงินสดซื้อของทุกอย่าง

   ขั้นที่ 4  เร่งการจ่ายหนี้คืน  และศึกษาวิธีการปรับลดหนี้

แปด  แสวงหาวิธีที่จะทำให้ “เงิน” ทำงานให้คุณ

หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้ “เงิน” ทำงานให้คุณก็คือ การนำเงินไปลงทุนนั่นเอง ซึ่งมีกฎทอง 15 ข้อที่อาจจะเหมาะสำหรับคนที่คิดจะเริ่มต้นลงทุนดังนี้ครับ

เรียนรู้จากผู้อื่น

หาจังหวะเวลาที่ถูกต้อง

อย่าให้สูญเสียเงินต้น

เรียนรู้การลงทุนในทรัพย์สินที่สร้างรายได้และเพิ่มค่าได้

หลีกเลี่ยงการมีความเชื่อมั่นที่มากเกินไป

รู้เวลาที่ควรจะออกจากการลงทุน ตั้งแต่…เริ่มลงทุน

อ่าน…อ่าน…อ่าน  การอ่านคือ หัวใจแห่งการเรียนรู้

เขียนมันออกมา  จงพยายามเขียนทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องออกมา

กาลเวลาพิสูจน์…ความเชื่อถือ  อย่าคิดที่จะทำธุรกิจหรือลงทุนกับคนที่คุณไม่รู้จัก

คุณต้องควบคุมได้  อย่าลงทุนในสิ่งที่…คุณไม่เข้าใจ

ลงทุนแต่ในสิ่งที่…คุณรู้  จงศึกษาทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณอยากรู้และสนใจ

ทำงานกับมืออาชีพเท่านั้น

ทุกอย่าง…เจรจาได้หมด  พยายามคิดที่จะต่อรองกับทุกธุรกิจหรือทุกการลงทุน

จงทำการบ้าน  อย่าเชื่อคำแนะนำต่างๆโดยไม่ได้ตรวจสอบ

จงระวัง…การเป็นหนี้  เพราะการกู้ยืมเงินจะนำมาซึ่ง…ความเสี่ยงที่สูงขึ้นด้วย


เก้า  จงปกป้อง “เงินของคุณ”

ในปัจจุบัน มีความเสี่ยงมากมายที่จะทำให้คุณมีโอกาสลงทุนผิดพลาดได้ อย่างไรก็ตาม มีกฎทอง 15 ข้อที่จะใช้ในการปกป้อง “เงินของคุณ” ดังนี้ครับ

จงกระจายความมั่งคั่งของคุณ  นั่นคือ การกระจายการลงทุนออกไป

ควบคุมความโลภและความกลัว  เพราะสองสิ่งนี้จะทำให้คุณมีโอกาสลงทุนผิดพลาดได้ง่าย

อย่าให้ปัญหาลุกลามออกไป  ควรจะจัดการกับปัญหาตั้งแต่ปัญหานั้นๆยังมีขนาดเล็กอยู่

ระวังการปล่อยกู้ให้กับ…ญาติและเพื่อน

อย่าค้ำประกัน

คุณไม่ได้เกิดมาเป็น…นักพนัน  ไม่ควรนำเงินของคุณไปเสี่ยงกับการลงทุนที่เป็น “การพนัน”

จงหลีกเลี่ยงการเป็น… “ผู้ถือหุ้นส่วนน้อย”

อย่าเปลี่ยนจาก…การลงทุนที่กำไรไปเป็น…การลงทุนที่ขาดทุน

กล้าที่จะ…ตัดขาดทุน

อย่าใจร้อน  ความใจร้อนจะนำไปสู่ความผิดพลาดตามมาอีกมากมาย

จงปกป้องความสูญเสีย

อย่าเล่นเกมส์ของ “ผู้แพ้”  หากคุณรู้ว่าการลงทุนใดๆมีการควบคุมหรือมีการสร้างราคาโดยคนอื่นอยู่ ก็จงพยายามหลีกเลี่ยงให้ห่างไกลที่สุด

รู้ความเสี่ยงที่เกิดจาก…ฝ่ายตรงข้าม

ทำให้ “ภาษี” ต่ำที่สุด  ควรคำนึงถึงการวางแผนภาษีไว้ด้วย

จงให้เงินกู้…โดยมีทรัพย์สินค้ำประกันเท่านั้น

สิบ  จงเป็นเจ้าของบ้าน…ที่ปราศจากหนี้

“บ้าน” ถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุด เพราะเป็นสถานที่ที่ครอบครัวของคุณอาศัยอยู่ ด้วยเหตุนี้ การที่จะจ่ายหนี้บ้านให้เร็วที่สุดก็จะทำให้คุณไม่ต้องมาพะวักพะวงว่า ในแต่ละเดือนจ่ายค่าบ้านแล้วหรือยัง นอกจากนั้นแล้วคุณยังได้ประโยชน์ทางภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วยจากการจ่ายดอกเบี้ยค่าบ้านอีกด้วย

และนั่นคือ บัญญัติ 10 ประการ ที่จะนำไปสู่ “ความมั่งคั่ง” ทั้ง 10 ข้อ ที่คุณผู้อ่านควรจะนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิต เพื่อความมั่งคั่งและความเจริญรุ่งเรืองของชีวิตต่อไป

CR. ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์

วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

www.facebook.com/doctorweclub

วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2558

มาร์ชแมลโลว์ “ความสุข”… คุณรอได้ไหม?

 

   ในปี 2503  ดร.วอลเตอร์ มิสเชล (Dr.Walter Mischel)  ผู้เชี่ยวชาญทางด้านทฤษฎีจิตวิทยา ได้ทำการทดลองเกี่ยวกับทฤษฎีจิตวิทยา โดยได้ทดลองกับเด็กอายุ 4 ขวบเป็นจำนวนมาก โดยเขาให้ชื่อในการทดลองในครั้งนั้นว่า “การทดลองมาร์ชแมลโลว์ (The Marshmallow Experiment)”  มาร์ชแมลโลว์ ในที่นี้หมายถึง ขนมสำหรับเด็กๆโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา มีลักษณะเป็นก้อนสี่เหลี่ยมสีขาวคล้ายๆก้อนสำลี เมื่อเคี้ยวลงไปจะรู้สึกนุ่มและหวาน จึงทำให้เด็กๆชื่นชอบเป็นอย่างยิ่ง

     ดร.มิสเชล ได้เริ่มทำการทดลองโดยให้เด็กๆอายุประมาณ 4 ขวบหลายคนเข้าไปรวมกันในห้องๆหนึ่ง จากนั้น ดร.มิสเชลก็นำขนมมาร์ชแมลโลว์ออกมาจำนวนมากออกมาให้เด็กๆได้เห็นกัน แล้วเขาก็เริ่มบอกกับเด็กๆว่า “ตอนนี้พวกเราก็มีมาร์ชแมลโลว์ที่จะได้ทานกันแล้ว แต่ก่อนที่ทุกคนจะได้ทาน เราก็มีกติกากันว่า ผมจะให้มาร์ชแมลโลว์ทุกคนคนละหนึ่งชิ้น ทุกคนสามารถที่จะทานมันได้เลย แต่หากใครสามารถรอคอยอีก 15 นาที ผมก็จะให้มาร์ชแมลโลว์เพิ่มอีกหนึ่งชิ้น” จากนั้น ดร.มิสเชลก็เดินออกไปจากห้อง

     ในห้อง… เริ่มต้นจากไม่มีเด็กคนใดทานมาร์ชแมลโลว์ที่มีชิ้นเดียวของตนเองเลยแม้แต่คนเดียว เพราะอยากจะรออีก 15 นาทีเพื่อที่จะได้มาร์ชแมลโลว์เพิ่มอีกชิ้นหนึ่ง แต่จากนั้น..เด็กคนแรกก็เริ่มหยิบมาร์แมลโลว์ของตนเอาเข้าปาก เมื่อเห็นเพื่อนเริ่มทานมาร์ชแมลโลว์ไปแล้ว ก็มีเด็กอีกหลายคนทำตาม อย่างไรก็ตาม ยังคงมีเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ยอมทานมาร์ชแมลโลว์ตามเพื่อน เด็กกลุ่มนี้กลับยอมรอคอยอีก 15 นาที เพื่อที่จะได้รับมาร์ชแมลโลว์เพิ่มขึ้นอีกชิ้นหนึ่งเสียก่อน ในที่สุดการทดลองก็ได้จบลง แต่การศึกษาวิจัยกลับไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น…

      หลังจากนั้นอีกหลายสิบปีต่อมา  ดร.มิสเชลก็ได้เชิญเด็กทั้งกลุ่มกลับมาพบกันอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งในเวลานั้นเด็กแต่ละคนได้กลายไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีเข้าไปแล้ว จากนั้นจึงสอบถามเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตและความสำเร็จในชีวิตที่ผ่านมา  ซึ่ง ดร.มิสเชล พบว่า เด็กกลุ่มที่ยอมรอคอยอีก 15 นาที ส่วนใหญ่ได้กลายไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสามารถในการควบคุมตัวเอง (Self-Control) สูง และมีนิสัยที่สามารถรอคอยความสุข (Delayed Gratification) ได้ นอกจากนั้นความสามารถในการควบคุมตัวเองที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเด็กๆนั้น ก็ยังคงติดอยู่ในตัวเด็กมาตลอดจนกระทั่งเขาเติบใหญ่ อาจจะเป็นด้วยเหตุผลเหล่านี้ จึงทำให้เด็กกลุ่มที่รอคอยอีก15 นาทีได้ จะมีปัญหาในการดำรงชีวิตน้อยกว่า และประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าเด็กกลุ่มที่รอคอยไม่ได้

        มาถึงจุดนี้…  ผมอยากสรุปเคล็ดลับง่ายๆที่เราได้เรียนเพิ่งจะได้เรียนรู้มาจากเด็กๆที่มีอายุเพียงแค่ 4 ขวบเท่านั้น และเคล็ดลับนี้จะสามารถนำพาคุณผู้อ่านไปสู่ความสำเร็จได้ นั่นคือ  “ความสุข”… คุณรอได้ไหม?   (Delayed Gratification)

      ในบทความเรื่อง “Should You Live Below Your Means?”  แปลตามความได้ว่า “คุณควรจะใช้ชีวิตต่ำกว่ามาตรฐานความเป็นอยู่ของคุณหรือไม่?”  ที่แต่งโดยภรรยาสุดที่รักของโรเบิร์ต คิโยซากิ นักเขียนด้านการเงินชื่อก้องโลกที่มีชื่อว่า คิม คิโยซากิ (Kim Kiyosaki) นั้น  คิมได้ยกตัวอย่างของชายคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตสูงกว่ามาตรฐานความเป็นอยู่ของตนมาตลอดชีวิต เขาคนนั้นมีชื่อว่า… เควิน

      เควิน เมื่อเขายังมีอายุไม่มากนัก เขาเป็นคนที่มีรายได้สูง เขาจึงชอบทานอาหารในภัตตาคารแพงๆ ดื่มไวน์ราคาสูงกับสาวๆสวยๆ ขับรถสปอร์ตหรู และอาศัยอยู่ในแมนชั่นที่ติดกับชายหาดมาลิบูในฮาวาย ต่อมาเมื่อเควินมีอายุมากขึ้น เขาก็เริ่มประสบปัญหามากขึ้น เพราะรายได้ของเขาเริ่มลดลง ขณะที่นิสัยการใช้จ่ายเงินมากของเขายังเหมือนเดิม สิ่งของที่เขาใช้รอบตัวเขาล้วนแล้วแต่มาได้ด้วยการกู้เงิน ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถยนต์ อื่นๆ  บัตรเครดิตทุกบัตรวงเงินเต็ม..ไม่สามารถรูดได้อีกต่อไปแล้ว แต่ความอยากใช้ชีวิตหรูหราเหมือนเดิม..ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นเขาจึงเริ่มหยิบยืมเงินจากเพื่อนฝูงเพื่อให้คุณภาพการใช้ชีวิตที่หรูหราของเขา..ไม่ลดลง โดยเขาบอกกับทุกคนว่า “มันเป็นเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้นเอง”

      แต่แล้ว… เควินก็พบว่า มันไม่ได้เป็นแค่ชั่วคราวเท่านั้น เควินยังคงอยากที่จะใช้ชีวิตเกินตัวอยู่ เขาจึงต้องหาเงินเข้ามาเป็นจำนวนมากๆ เควินจึงตัดสินใจมุ่งเข้าสู่การเล่นพนัน และการพนันก็ได้ทำให้ตัวเขา..หมดตัว หลังจากที่เขาหมดตัวก็มีคนมาเสนองานให้ทำ แต่เควินก็ปฎิเสธไป เพราะเขาคิดว่า “ในที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะกลับมาเหมือนเดิม”

      ทุกวันนี้ บ้านที่สวยงามของเควินได้ถูกยึดไปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ก็คือ เควิน ภรรยาของเขา และลูกของเขาทั้ง 3 คนได้กลายไปเป็นคนไร้บ้านไปแล้ว เขาและครอบครัวของเขาต้องอาศัยอยู่ในบ้านของญาติ ตอนนี้เควินอายุได้ 65 ปีแล้ว สิ่งที่เควินได้ทำให้คิมประหลาดใจก็คือ เขายังคงคิดต่อไปว่า.. สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเขานี้…มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น

      การเปลี่ยนวิธีคิด…ให้รอคอยความสุขได้ หรือ การใช้ชีวิตให้ต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็น ก็จะทำให้มีเงินออมเหลือมากขึ้น ซึ่งจะนำไปเป็นพลังในการแสวงหาเม็ดเงินก้อนใหม่ได้มากขึ้น

     คุณผู้อ่านล่ะครับ..  เปลี่ยนวิธีคิดให้ตัวเอง…รอคอยความสุข  ได้หรือยังครับ?

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2558

พลังแห่งความฝันอันยิ่งใหญ่

    ถ้าคุณตกอยู่ในสนามการแข่งขันทางการเงิน  ต้องทราบข้อเท็จจริงก่อนว่า  โลกที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้ต้องการความคิดใหม่ ไอเดียใหม่ วิธีการใหม่ ผู้นำใหม่ นวัตกรรมใหม่  รูปแบบใหม่  รุ่นใหม่  มีการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ  อยู่ตลอดเวลา  เพราะเบื้องหลังความต้องการของที่ใหม่กว่าและดีกว่า  มีสิ่งหนึ่งที่คุณต้องมีเพื่อจะได้รับชัยชนะ  สิ่งนั้นก็คือการกำหนดเป้าหมายที่แน่นอน  คุณต้องรู้ว่าตนเองต้องการอะไร  และมีปณิธานอันแรงกล้าที่จะไปให้ถึงเป้าหมายนั้น

    ถ้าคุณมีปณิธานที่จะร่ำรวย   จงจำไว้ว่าผู้นำที่แท้จริงในโลกนี้ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลซึ่งสามารถควบคุมและนำพลังแห่งโอกาสซึ่งมองไม่เห็น  จับต้องไม่ได้  มาใช้ให้เกิดประโยชน์  ผู้นำเป็นบุคคลที่เปลี่ยนโอกาสไปเป็นเมือง  ตึกระฟ้า  โรงงาน  อุตสาหกรรม  ระบบขนส่งมวลชน  สถานบันเทิง  และทุกสิ่งทุกอย่างที่สร้างความสะดวกสบาย  ทำให้ทุกสิ่งง่ายขึ้น  เร็วขึ้น  ดีขึ้น  หรือทำให้ชีวิตสุขสบายขึ้น

    ในการวางแผนไปสู่ความร่ำรวยนั้น  อย่ายอมให้ใครมาทำลายความเป็นนักล่าฝันของคุณ  การที่จะชนะเดิมพันครั้งยิ่งใหญ่ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงนั้นคุณต้องเข้าให้ถึงจิตวิญญานของผู้บุกเบิกที่ยิ่งใหญ่  ผู้ซึ่งความฝันของเขามีคุณค่าต่อการสร้างสรรค์วัฒนธรรม  จิตวิญญานของผู้บุกเบิกนี้เปรียบเสมือนเลือดที่หล่อเลี้ยงประเทศของเรา  มันให้โอกาสทั้งคุณและผมที่จะพัฒนาศักยภาพของตนเอง

   แจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้ง บริษัท อาลีบาบากรุ๊ป  เห็นความจริงคือ ประเทศจีนเป็นโรงงานของโลก  เขามีความคิดว่า อยากช่วยขยายฐานลูกค้า ธุรกิจ SME ของประเทศจีน ให้ถึงคนทั่วโลกโดย e-commerce  โดยเขาตั้งปณิธานอันยิ่งใหญ่ไว้ "ให้ใต้หล้า ทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น"  จากคนที่ไม่รู้เรื่องไอที เขาฝ่าฝันด้วยจิตวิญญานและปณิธานที่ยิ่งใหญ่  ร่วมกับทีมงานชุด 18 อรหันต์  ใช้เวลา 10 ปี ก่อตั้งบริษัทที่คนทั่วโลกต้องจดจำ อาลีบาบา ยักษ์ใหญ่แห่งวงการ B2B (business to business)

     ถ้าคุณยังสงสัยในความจริงข้อนี้  หรือเมื่อไม่นานมานี้คุณรู้สึกแย่เพราะได้ประสบกับความล้มเหลว  คุณกำลังจะได้เรียนรู้ว่าความล้มเหลวสามารถแปรเปลี่ยน เป็นทรัพย์มีค่าได้อย่างไร  เกือบทุกคนที่ประสบความสำเร็จใจชีวิตล้วนต้องผ่านจุดเริ่มต้นที่เลวร้ายมาก่อน   แต่ด้วยใจที่ต่อสู้  ไม่ย่อท้อ  จึงทำให้เขาผ่านจุดนั้นมาได้  จุดเปลี่ยนในชีวิตของผู้ที่ประสบความสำเร็จมักเกิดจากการที่เขาต้องเผชิญ  กับวิกฤตการณ์ด้วยตัวเอง

    มีการกล่าวถึงแนวคิดของ  นโปเลียน  ฮิลล์  ในเรื่องที่เกี่ยวกับ "ตัวตนที่แท้จริง"  ในหนังสือ  คิดแล้วรวยอยู่หลายแห่ง  แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดไว้มากนัก  ต่อไปนี้เป็นบทความที่เขาเคยเขียนไว้

     คุณอาจจะเคยมีความคิดว่า   ความล้มเหลวทำให้สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง  ยิ่งคุณคิดอย่างนี้มากเท่าไร  ก็ยิ่งมีโอกาสล้มเหลวมากขึ้นเท่านั้น  จงหยุดความคิดเหล่านี้เสีย  แล้วคิดใหม่ว่าแท้ที่จริงคุณกำลังได้ประโยชน์จากประสบการณ์ของคุณ   ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเผชิญกับอุปสรรคอะไรก็ตาม  ควรมองอีกมุมหนึ่งว่า  คุณจะไม่สนใจอุปสรรคนั้น  และไม่คำนึงถึงความพ่ายแพ้  นอกจากนี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม  คุรควรสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น  และเลือกที่จะร่วมงานกับคนที่มีเป้าหมายเหมือนกัน  ปรัชญาและคำแนะนำในการโน้มน้าวจิตใจผู้อื่นจะช่วยคุณได้มาก  ถ้ารู้จักนำมันไปใช้

   โทมัน  เอดิสัน  ใฝ่ฝันถึงการสร้างหลอดไฟซึ่งใช้พลังงานจากไฟฟ้า   เขาได้เริ่มสร้างฝันให้เป็นจริง  เอดิสันต้องประสบความล้มเหลวมากกว่า  10,000 ครั้ง  แต่ทั้งๆ ที่ล้มเหลว  ก็ยังยืนหยัดในความฝัน  จนในที่สุดเขาก็ค้นภพอัจฉริยภาพที่ซ่อนอยู่ในสมองของเขา

    ผลงานของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน  แต่เรื่องราวของความสำเร็จนั้นคล้ายกันคือ  เริ่มจากความคิดฝัน  แล้วก็ล้มเหลว  เกิดบทเรียนและเกิดการเรียนรู้จนประสบความสำเร็จในที่สุด  ไม่ว่าจะเป็นเฮนรี่  ฟอร์ด  โทมัน  เอดิสัน  แจ็ค หม่า  สตีฟ จ๊อบส์  บ๊อบ ดีลแลน  ล้วนแล้วแต่ได้พิสูจน์ว่ากฏข้อปฎิบัตินี้ใช้ได้เสมอ 

   การที่เราอยากจะได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น  แตกต่างจากการเตรียมตัวเองให้พร้อมที่จะได้สิ่งนั้นมา   ไม่มีใครพร้อมสำหรับสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนกว่าเขาจะเชื่อในศักยภาพของตัวเองเสียก่อน  ไม่เพียงแต่หวังหรือต้องการเท่านั้น  แต่ต้องมีความเชื่อในจิตใจด้วย  การเปิดใจสำคัญมากสำหรับความเชื่อ  การที่เราใจแคบนั้นจะทำให้เราไม่เกิดศรัทธา  แรงกระตุ้น  และความเชื่อ

   จงจำไว้ว่า  การที่เราพยายามหวังสูงเพื่อที่จะมั่งคั่งและเจริญรุ่งเรืองนั้น  ดีกว่าการที่จะต้องพยายามยอมรับความทุกข์ยากและความยากไร้  ดังเช่นบทกว่าที่กล่าวถึงสัจธรรมข้อนี้ไว้ว่า :

  ฉันต่อรองขอเงินหนึ่งเพนนีกับชะตาชีวิตของตัวเอง  
แต่ไม่เคยได้
    ตอนเย็นฉันอ้อนวอนขอ 
 เพราะไม่มีอะไรเหลือแล้ว

     ชะตาชีวิตเป็นเพียงนายจ้างของเรา
     ชะตาชีวิตจะให้สิ่งที่เราขอ
     ต่อเมื่อเราทำงานให้เท่านั้น
นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องทำงานหนัก

ฉันจึงยอมทำงานรับใช้
เพียงเพื่อจะได้เรียนรู้ว่า
ทุกสิ่งที่ฉันลงทุนลงแรงทำไปนั้น
ชะตาชีวิตพร้อมจะจ่ายค่าแรงคืนให้เสมอ


   

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ปิดทางถอยของตัวเอง เพื่อคว้าชัยชนะ

นานมาแล้ว  มีนักรบผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งต้องเผชิญสถานการณ์เลวร้าย  เนื่องจากต้องยกทัพเข้าต่อสู้กับศัตรูซึ่งมีกำลังมากกว่า  เขามุ่งมั่นว่าจะต้องชนะสงครามครั้งนี้ให้ได้  เมื่อเดินทางถึงดินแดนศัตรู และได้ลำเลียงทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ออกจากเรือแล้ว  จึงได้สั่งให้เผาเรือทิ้ง  ก่อนจะรบ  เขาได้ประกาศกับไพร่พลว่า

    "พวกเจ้าคงเห็นเรือที่กำลังลุกไหม้แล้ว  พวกเราจะไม่สามารถออกไปจากที่นี่ได้ถ้าเราไม่ชนะ ไม่มีทางเลือกแล้ว  พวกเราจะชนะหรือจะยอมตายอยู่ที่นี่"

   ในที่สุดพวกเขาก็ชนะ!!!

    ทุกคนที่เอาชนะอุปสรรคต่างๆ ได้ต้องปิดทุกหนทางที่จะถอยหนี  นี่คือหลักจิตวิทยาในการ  กระตุ้นปณิธาน  ของตัวเองเพื่อชัยชนะ

     เช้าวันหนึ่งหลังจากเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ในชิคาโก้(อเมริกา)  เจ้าของร้านค้ากลุ่มหนึ่งกำลังเฝ้ามองดูกลุ่มควันจากซากร้านค้าของพวกเขา  และปรึกษากันว่าจะพยายามฟื้นฟูร้านค้าขึ้นมาใหม่  หรือจะย้ายออกไปจากชิคาโก้แล้วไปเริ่มชีวิตใหม่ที่เมืองอื่นดี  สุดท้ายพวกเขาตัดสินใจจะย้าย  ยกเว้นอยู่คนเดียว เขาคือเจ้าของร้านที่ตัดสินใจอยู่โดยจะสร้างร้านค้าขึ้นมาใหม่  เขาชี้ตรงบริเวณเดิมของร้านแล้วพูดว่า "ทุกคนจงฟัง  ผมจะสร้างห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ตรงนี้  ไม่ว่าจะถูกไฟไหม้อีกกี่ครั้งก็ตามที"

    นั่นคือเหตุการณ์เมื่อปี ค.ศ. 1871  เขาสร้างร้านค้านั้นขึ้นมาใหม่และยังคงอยู่จนทุกวันนี้  ห้างสรรพสินค้ามาร์แซลล์ฟิลด์  เป็นอนุสรณ์สถานแห่งปณิธานอันแรงกล้า  มาร์แซลล์  ฟิลด์  แตกต่างจากพ่อค้าคนอื่นๆ  ตรงที่  เมื่อเผชิญกับความยากลำบากและอนาคตที่มืดมน  เขาจะลุกขึ้นแล้วมองโลกในแง่ดี

    โปรดสังเกตความแตกต่างระหว่างมาร์แซลล์  ฟิลด์  กับเข้าของร้านค้าคนอื่นๆ เพราะความแตกต่างนี้เองทำให้คนที่ประสบความสำเร็จถูกแยกออกจากกับคนที่ล้มเหลว

    เมื่อเราอายุมากขึ้นจนรู้คุณค่าของเงิน  ก็ย่อมต้องการได้เงินกันทุกคน  แต่ลำพังแค่ความต้องการนี้ไม่ได้ทำให้เราร่ำรวยขึ้น  การที่เราคิดถึงปณิธานซ้ำๆ  ในการที่จะสร้างความร่ำรวยร่วมกับการวางแผนที่ดีจะทำให้เราร่ำรวย  จงกำหนดวิธีการที่คุณต้องใช้เพื่อฝ่าฟันกับอุปสรรค  มุ่งมั่นกับแผนงานเพื่อปิดทางที่จะทำให้ตัวคุณเองล้มเหลว

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ทำจึงได้ อายก็อด : อย่าอาย


ความอายเป็นคุณสมบัติที่ไม่ดีของมนุษย์  และพบมากด้วยในความคิดของคนไทย  


     ความอายจะทำให้ไม่กล้าลงมือทำกิจกรรมที่ควรทำอีกมากมาย เช่น ไม่กล้าทักทาย  ไม่กล้าขอหรือขอร้อง  ไม่กล้าแสดงความรู้สึกของมิตรภาพหรือความรัก  ไม่กล้าอาสาคนอื่น  ไม่กล้าที่จะเริ่มต้นในสิ่งใหม่

    คนที่มีความอายมากๆ  มักมาจากครอบครัวและสังคมที่สอนซ้ำๆ เรื่องความอายและสิ่งที่ไม่ควรทำซึ่งมักไม่ค่อยถูกต้อง  หรือล้าสมัยไปแล้ว  โดยไม่สอนว่าสิ่งใดควรทำ  

    คนบางคนจะยิ้มให้คนแปลกหน้าก็ยังอาย  เพราะกลัวจะถูกหาว่าน่าไม่อาย  แล้วจะสร้างมนุษย์สัมพันธ์ได้อย่างไร

     ในการทำมาหากินนั้นนอกจากจะต้องมีสินค้าหรือผลิตภัณฑ์แล้วจะต้องมีลูกค้าหรือผู้บริโภคที่ใช้ผลิตภัณฑ์นั้น

    การจะได้ลูกค้าหรือผู้บริโภคเพิ่มขึ้น  จำเป็นที่คุณจะต้องมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับเขา
    ถ้าอายเสียแล้ว  มนุษย์สัมพันธ์จะเกิดได้ยาก  เพราะคุณจะไม่กล้าทำในสิ่งที่ควรทำ  เช่น  การยิ้มแย้มทักทาย  ชมเชยผู้อื่นก่อน

    คำว่า "ด้านได้  อายอด" นั้น   คงตั้งใจจะสอนให้คนลดความอายเพื่อจะได้ในสิ่งที่ควรได้  แต่คงไม่ได้สอนให้คนเป็นคนหน้าด้านเพื่อจะได้ในสิ่งที่อยากได้หรอก

       น่าจะใช้คำว่า "ทำจึงได้  อายก็อด" จะดีกว่า  

      จะได้ลดความอายแล้วกล้าทำในสิ่งที่ควรทำ  เพื่อจะได้ในสิ่งต่างๆ ที่ควรจะได้มากขึ้น 

       รวมทั้งความสำเร็จในการทำธุรกิจต่างๆ ด้วยคับ 

   

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2558

พลังความคิด

ความคิดของเราคือสินทรัพย์ที่ไม่มีวันหมดสิ้น
ถ้าคุณคิดว่า คุณล้มเหลว คุณก็จะเป็นตามนั้น
ถ้าคุณคิดว่า คุณไม่กล้า คุณก็จะไม่กล้า
ถ้าคุณอยากชนะ แต่กลับคิดว่า ตัวเองไม่สามารถชนะได้ ก็ค่อนข้างแน่นอนว่าคุณจะไม่ชนะ
ถ้าคุณคิดว่า คุณจะพ่ายแพ้ คุณก็แพ้ เหนือสิ่งอื่นใดที่เราค้นพบ
ความสำเร็จเริ่มต้นจากความตั้งใจ และทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ ในใจของเรานี่เอง
ถ้าคุณคิดว่า ตัวเองเหนือชั้น คุณก็เป็นเช่นนั้น
คุณต้องคิด ให้ไกลไปให้ถึง
คุณต้องมั่นใจในตัวเอง ก่อน จึงจะได้รับรางวัลแห่งความสำเร็จ
สงครามชีวิตไม่ได้มุ่งสู่ผู้ที่เข้มแข็งกว่า และ รวดเร็วกว่าเสมอไป
เพราะไม่ช้าก็เร็ว ” ผู้ชนะที่แท้จริงก็คือ คนที่ คิดว่าเขาทำได้

ทุนเรียนต่อเมืองนอก

E-Book แนะนำ รองรับโทรศัพท์มือถือ


กรอกข้อมูลเพื่อรับสิทธิพิเศษ