วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2558

มาร์ชแมลโลว์ “ความสุข”… คุณรอได้ไหม?

 

   ในปี 2503  ดร.วอลเตอร์ มิสเชล (Dr.Walter Mischel)  ผู้เชี่ยวชาญทางด้านทฤษฎีจิตวิทยา ได้ทำการทดลองเกี่ยวกับทฤษฎีจิตวิทยา โดยได้ทดลองกับเด็กอายุ 4 ขวบเป็นจำนวนมาก โดยเขาให้ชื่อในการทดลองในครั้งนั้นว่า “การทดลองมาร์ชแมลโลว์ (The Marshmallow Experiment)”  มาร์ชแมลโลว์ ในที่นี้หมายถึง ขนมสำหรับเด็กๆโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา มีลักษณะเป็นก้อนสี่เหลี่ยมสีขาวคล้ายๆก้อนสำลี เมื่อเคี้ยวลงไปจะรู้สึกนุ่มและหวาน จึงทำให้เด็กๆชื่นชอบเป็นอย่างยิ่ง

     ดร.มิสเชล ได้เริ่มทำการทดลองโดยให้เด็กๆอายุประมาณ 4 ขวบหลายคนเข้าไปรวมกันในห้องๆหนึ่ง จากนั้น ดร.มิสเชลก็นำขนมมาร์ชแมลโลว์ออกมาจำนวนมากออกมาให้เด็กๆได้เห็นกัน แล้วเขาก็เริ่มบอกกับเด็กๆว่า “ตอนนี้พวกเราก็มีมาร์ชแมลโลว์ที่จะได้ทานกันแล้ว แต่ก่อนที่ทุกคนจะได้ทาน เราก็มีกติกากันว่า ผมจะให้มาร์ชแมลโลว์ทุกคนคนละหนึ่งชิ้น ทุกคนสามารถที่จะทานมันได้เลย แต่หากใครสามารถรอคอยอีก 15 นาที ผมก็จะให้มาร์ชแมลโลว์เพิ่มอีกหนึ่งชิ้น” จากนั้น ดร.มิสเชลก็เดินออกไปจากห้อง

     ในห้อง… เริ่มต้นจากไม่มีเด็กคนใดทานมาร์ชแมลโลว์ที่มีชิ้นเดียวของตนเองเลยแม้แต่คนเดียว เพราะอยากจะรออีก 15 นาทีเพื่อที่จะได้มาร์ชแมลโลว์เพิ่มอีกชิ้นหนึ่ง แต่จากนั้น..เด็กคนแรกก็เริ่มหยิบมาร์แมลโลว์ของตนเอาเข้าปาก เมื่อเห็นเพื่อนเริ่มทานมาร์ชแมลโลว์ไปแล้ว ก็มีเด็กอีกหลายคนทำตาม อย่างไรก็ตาม ยังคงมีเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ยอมทานมาร์ชแมลโลว์ตามเพื่อน เด็กกลุ่มนี้กลับยอมรอคอยอีก 15 นาที เพื่อที่จะได้รับมาร์ชแมลโลว์เพิ่มขึ้นอีกชิ้นหนึ่งเสียก่อน ในที่สุดการทดลองก็ได้จบลง แต่การศึกษาวิจัยกลับไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น…

      หลังจากนั้นอีกหลายสิบปีต่อมา  ดร.มิสเชลก็ได้เชิญเด็กทั้งกลุ่มกลับมาพบกันอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งในเวลานั้นเด็กแต่ละคนได้กลายไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีเข้าไปแล้ว จากนั้นจึงสอบถามเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตและความสำเร็จในชีวิตที่ผ่านมา  ซึ่ง ดร.มิสเชล พบว่า เด็กกลุ่มที่ยอมรอคอยอีก 15 นาที ส่วนใหญ่ได้กลายไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสามารถในการควบคุมตัวเอง (Self-Control) สูง และมีนิสัยที่สามารถรอคอยความสุข (Delayed Gratification) ได้ นอกจากนั้นความสามารถในการควบคุมตัวเองที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเด็กๆนั้น ก็ยังคงติดอยู่ในตัวเด็กมาตลอดจนกระทั่งเขาเติบใหญ่ อาจจะเป็นด้วยเหตุผลเหล่านี้ จึงทำให้เด็กกลุ่มที่รอคอยอีก15 นาทีได้ จะมีปัญหาในการดำรงชีวิตน้อยกว่า และประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าเด็กกลุ่มที่รอคอยไม่ได้

        มาถึงจุดนี้…  ผมอยากสรุปเคล็ดลับง่ายๆที่เราได้เรียนเพิ่งจะได้เรียนรู้มาจากเด็กๆที่มีอายุเพียงแค่ 4 ขวบเท่านั้น และเคล็ดลับนี้จะสามารถนำพาคุณผู้อ่านไปสู่ความสำเร็จได้ นั่นคือ  “ความสุข”… คุณรอได้ไหม?   (Delayed Gratification)

      ในบทความเรื่อง “Should You Live Below Your Means?”  แปลตามความได้ว่า “คุณควรจะใช้ชีวิตต่ำกว่ามาตรฐานความเป็นอยู่ของคุณหรือไม่?”  ที่แต่งโดยภรรยาสุดที่รักของโรเบิร์ต คิโยซากิ นักเขียนด้านการเงินชื่อก้องโลกที่มีชื่อว่า คิม คิโยซากิ (Kim Kiyosaki) นั้น  คิมได้ยกตัวอย่างของชายคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตสูงกว่ามาตรฐานความเป็นอยู่ของตนมาตลอดชีวิต เขาคนนั้นมีชื่อว่า… เควิน

      เควิน เมื่อเขายังมีอายุไม่มากนัก เขาเป็นคนที่มีรายได้สูง เขาจึงชอบทานอาหารในภัตตาคารแพงๆ ดื่มไวน์ราคาสูงกับสาวๆสวยๆ ขับรถสปอร์ตหรู และอาศัยอยู่ในแมนชั่นที่ติดกับชายหาดมาลิบูในฮาวาย ต่อมาเมื่อเควินมีอายุมากขึ้น เขาก็เริ่มประสบปัญหามากขึ้น เพราะรายได้ของเขาเริ่มลดลง ขณะที่นิสัยการใช้จ่ายเงินมากของเขายังเหมือนเดิม สิ่งของที่เขาใช้รอบตัวเขาล้วนแล้วแต่มาได้ด้วยการกู้เงิน ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถยนต์ อื่นๆ  บัตรเครดิตทุกบัตรวงเงินเต็ม..ไม่สามารถรูดได้อีกต่อไปแล้ว แต่ความอยากใช้ชีวิตหรูหราเหมือนเดิม..ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นเขาจึงเริ่มหยิบยืมเงินจากเพื่อนฝูงเพื่อให้คุณภาพการใช้ชีวิตที่หรูหราของเขา..ไม่ลดลง โดยเขาบอกกับทุกคนว่า “มันเป็นเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้นเอง”

      แต่แล้ว… เควินก็พบว่า มันไม่ได้เป็นแค่ชั่วคราวเท่านั้น เควินยังคงอยากที่จะใช้ชีวิตเกินตัวอยู่ เขาจึงต้องหาเงินเข้ามาเป็นจำนวนมากๆ เควินจึงตัดสินใจมุ่งเข้าสู่การเล่นพนัน และการพนันก็ได้ทำให้ตัวเขา..หมดตัว หลังจากที่เขาหมดตัวก็มีคนมาเสนองานให้ทำ แต่เควินก็ปฎิเสธไป เพราะเขาคิดว่า “ในที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะกลับมาเหมือนเดิม”

      ทุกวันนี้ บ้านที่สวยงามของเควินได้ถูกยึดไปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ก็คือ เควิน ภรรยาของเขา และลูกของเขาทั้ง 3 คนได้กลายไปเป็นคนไร้บ้านไปแล้ว เขาและครอบครัวของเขาต้องอาศัยอยู่ในบ้านของญาติ ตอนนี้เควินอายุได้ 65 ปีแล้ว สิ่งที่เควินได้ทำให้คิมประหลาดใจก็คือ เขายังคงคิดต่อไปว่า.. สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเขานี้…มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น

      การเปลี่ยนวิธีคิด…ให้รอคอยความสุขได้ หรือ การใช้ชีวิตให้ต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็น ก็จะทำให้มีเงินออมเหลือมากขึ้น ซึ่งจะนำไปเป็นพลังในการแสวงหาเม็ดเงินก้อนใหม่ได้มากขึ้น

     คุณผู้อ่านล่ะครับ..  เปลี่ยนวิธีคิดให้ตัวเอง…รอคอยความสุข  ได้หรือยังครับ?

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ตัวชี้วัดความสำเร็จต้นทางที่สามารถทำนายอนาคตของคุณได้


“ดัชนีตัวชี้วัดความสำเร็จต้นทางที่สามารถทำนายอนาคตของคุณได้”

   สวัสดีครับ วันนี้  ผมจะแบ่งปันในส่วนของปัจจัยต้นทางที่เป็นตัวกำหนดความสำเร็จของตัวคุณ ซึ่งผมขอเรียกว่าดัชนีตัวชี้วัดต้นทาง  ซึ่งเมื่อคุณทำความเข้าใจเรื่องนี้แล้ว คุณก็จะสามารถทำนายผลลัพธ์ชีวิตของตัวคุณรวมถึงผลลัพธ์ของทุกคนในองค์กรของคุณได้  แม้ว่าปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวทำนายผลที่แม่นยำ แต่คนส่วนใหญ่มักจะมองข้ามและไม่ละเอียดอ่อนพอที่จะใส่ใจ  ปัจจัยที่ผมกำลังหมายถึง นั่นก็คือ กระบวนการเรียนรู้ ฝึกฝน พัฒนาตนเอง  กิจกรรมที่คุณเลือกทำและอารมณ์ระหว่างวันที่อยู่กับตัวคุณ  ทั้งสามปัจจัยนี้ เป็นตัวชี้เป็นชี้ตายต่อผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น ดังนั้น หากผลลัพธ์ที่คุณต้องการคือความสำเร็จที่มากกว่า คุณจำเป็นต้องเข้าใจและกำกับดูแลทั้งสามปัจจัย ดังนี้

          1.การเรียนรู้และพัฒนาตนเองรายสัปดาห์ 

               มนุษย์ทุกคนที่ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน  ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่เก่งในสาขาอาชีพนั้นๆ   และคนเก่งส่วนใหญ่ก็เริ่มต้นจากคนไม่เก่งมาก่อน  แต่เขามีการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง  จนกลายเป็นคนเก่งในที่สุด

          ดังนั้น หากคุณต้องการประสบความสำเร็จในธุรกิจซัคเซสมอร์  คนต้องเข้าเรียนรู้ อ่านหนังสือ เพื่อพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องจนคุณเก่งขึ้นๆในทุกๆสัปดาห์  เมื่อเก่งขึ้น คุณจะสามารถสร้างผลงานได้มากขึ้นและยังสามารถดูแลสอนงานคนในองค์กรได้ดีขึ้นอีกด้วย  ความสำเร็จของคุณก็จะถูกยกระดับให้สูงขึ้นตามลำดับ  ซึ่งการพัฒนาเปลี่ยนแปลงตนเองรายสัปดาห์  สามารถทำนายถึงระดับความสำเร็จที่คุณจะได้รับ

       2.กิจกรรมที่คุณเลือกทำในแต่ละวัน

        คุณและผม ต่างมีภารกิจมากมายที่ต้องทำและต้องรับผิดชอบ แต่ทว่าทุกๆกิจกรรมที่คุณทำในแต่ละวัน มีคุณค่าต่อการเคลื่อนตัวคุณไปสู่เป้าหมายที่แตกต่างกัน  ดังนั้น ตัวชี้ขาดความสำเร็จของคุณจึงไม่ได้วัดจากการที่คุณทำมากหรือทำน้อย ประเด็นหลักอยู่ตรงที่ คุณได้ทำในกิจกรรมหรือเนื้องานที่ใช่หรือไม่  สิ่งที่ใช่ของคุณกับของผมไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน เพราะเราอาจมีเป้าหมายหรือสิ่งที่ต้องการจริงๆไม่เหมือนกัน

        จงจำไว้ว่า หากคุณต้องการมีผลลัพธ์ที่ดี คุณต้องออกแบบกิจกรรมหรือเนื้องานในแต่ละวันให้สอดคล้องกับเป้าหมายของคุณ เช่นเนื้องานเกี่ยวกับการแบ่งปันโอกาส  การแนะนำสินค้า  การสอนงาน การโค้ชชิ่ง  การเคลื่อนบัตรงานต่างๆ  การสร้างสายสัมพันธ์กับคนในองค์กร  การกำกับดูแลองค์กร การจัดประชุมและการเรียนรู้ทั้งจากการเข้าอบรม การฟังซีดี การอ่านหนังสือและการพูดคุยกับผู้รู้  หากเป้าหมายของคุณคือการประสบความสำเร็จในระดับสูง  คุณก็ต้องทำกิจกรรมต่างๆที่ว่ามาอย่างเข้มข้น  ซึ่งถือว่าเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับเป้าหมายที่คุณต้องการ  ถ้าคุณใช้เวลาอยู่กับกิจกรรมเหล่านี้อย่างมีวินัย  คุณก็สามารถทำนายผลความก้าวหน้าของคุณได้อย่างแน่นอน  ในทางตรงกันข้าม  ถ้าคุณใช้เวลาตลอดวันตลอดเดือนของคุณกับกิจกรรมอื่นที่นอกเหนือจากนี้  คุณก็สามารถทำนายผลได้ล่วงหน้าเลยว่าเป้าหมายของคุณจะไม่บรรลุอย่างแน่นอนเช่นเดียวกัน

3.อารมณ์ที่คุณใช้ชีวิตหรือทำกิจกรรมต่างๆในแต่ละวัน

         ในหลักการสร้างความสำเร็จของมนุษย์นั้น อารมณ์ยิ่งใหญ่กว่าเหตุผลเป็นร้อยเท่า เพราะอารมณ์เป็นเรื่องเดียวกันกับพลังในตัวคุณ   แม้ว่าคุณจะออกแบบและเลือกกิจกรรมที่ถูกต้อง แต่ถ้าคุณออกไปทำกิจกรรมแบบซังกะตาย ฝืนใจสุดๆเหมือนถูกพ่อแม่บังคับ  คุณจะไม่มีวันที่จะทำสิ่งนั้นได้ดี  จงจำไว้ว่า หากในแต่ละวันคุณมีแต่อารมณ์กลัว ห่อเหี่ยว หดหู่ เหนื่อยหน่ายและสิ้นหวัง คุณจะไม่มีวันที่จะสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ได้ ในทางตรงกันข้าม หากคุณสามารถทำให้ตัวคุณอยู่ในสภาวะเปี่ยมพลัง มีความตื่นเต้น กระตือรือร้น กระปรี้กระเปร่า สดใส มีความรักความปรารถนาดีและมีความหวัง คุณก็จะสามารถออกไปทำกิจกรรมที่ใช่อย่างมีเสน่ห์ จนทำให้ผู้อื่นสัมผัสถึงพลังและเสน่ห์ในตัวคุณได้ ซึ่งก็จะส่งผลทำให้การทำงานในแต่ละวันของคุณมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น  และเป็นสิ่งที่คุณสามารถทำนายผลลัพธ์ทั้งของตัวคุณและของทีมงานได้ล่วงหน้าเช่นเดียวกัน

      ท่านผู้อ่านคับ ความสำเร็จในชีวิตของคุณ คุณต้องเป็นผู้รับผิดชอบ หากวันนี้ชีวิตยังเดินทางมาไม่ถึงจุดที่คุณต้องการจริงๆ  จงให้เวลาสำหรับการนั่งทบทวนถึงการลงทุนเรื่องการเรียนรู้พัฒนาตนเองของคุณ กิจกรรมรายวัน  รายสัปดาห์ของคุณ และอารมณ์ที่คุณทำกิจกรรมเหล่านั้นในแต่ละวัน  ปรับเปลี่ยนบางสิ่ง บางมุม บางอารมณ์ ด้วยหัวใจที่เปิดรับ ผมเชื่อมั่นว่า ชีวิตของคุณจะไปได้ไกลกว่านี้อีก เพราะทั้งการเรียนรู้ กิจกรรมและอารมณ์ เป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จที่ต้นทางครับ

ทุนเรียนต่อเมืองนอก

E-Book แนะนำ รองรับโทรศัพท์มือถือ


กรอกข้อมูลเพื่อรับสิทธิพิเศษ